ขออภัยที่ไม่ได้เขียนบล็อกมาได้กว่าสองอาทิตย์แล้ว สาเหตุหลักเป็นเพราะฉันเสียใจกับข่าวของเพื่อนรักที่เป็นทั้งนักเรียนของฉันด้วย ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ก้อนเนื้อร้ายนั้นได้ถูกตัดทิ้งไปแล้ว และต้องตามด้วยเคมีบำบัดอีกระยะหนึ่ง ทำให้ต้องพักรักษาตัวไปอีกหลายเดือน แล้วต่อด้วยการที่นักเรียนคนสนิทของฉันอีกคนหนึ่ง ได้ย้ายบ้านไปอยู่ไกลถึงยุโรปโน่น
ทั้งสองคนที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ฉันได้พบเกือบทุกเช้า แม้บางวันฉันอาจจะยุ่งมากจนไม่ได้แม้แต่จะได้พูดคุยทักทายกัน แต่ความผูกพันในห้องมัยซอร์ที่โรงเรียนนั้น ราวกับได้หยั่งลึกลงไปในหัวใจของเราทุกคน ที่นี่อาจเปรียบเป็นครอบครัวใหญ่ๆ มีอายุ อาชีพ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็มารวมกันฝึกที่ห้องนี้ทุกๆ เช้า ด้วยใจที่รักอัษฏางคโยคะ (แม้บางวันอาจจะมีความเมื่อยบวกง่วงบวกขี้เกียจปนมานิดๆ อย่างฉันเมื่อเช้านี้ก็ได้ :))
เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาดูตัวเองในยามนี้ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเราจะยังคงได้พบกันอีกแน่ๆ แต่ก็ยังอดใจหาย กับการที่จะไม่ได้เห็นคนคุ้นเคยกันดังเช่นที่ผ่านมา โยคะสอนให้เราไม่ยึดติด (non-attachment) กับสิ่งใดๆ เพราะไม่มีสิ่งใดที่จีรัง (ยกเว้น พรหมัน หรือพระผู้สูงสุด) แถมการยึดมั่นถือมั่นเช่นนั้น ยังเป็นพันธนาการหน่วงเหนี่ยวเราไว้อีกด้วย
ว่าแล้ว ในตอนนี้ ฉันเองก็คงได้แต่ส่งความรู้สึกที่ดีๆ จากใจ และเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนรักทั้งสองคนนี้
May our paths cross again soon!
ฉันโชคดีเหลือเกินที่ได้มีโอกาสเป็นครูสอนโยคะ แม้จะเป็นอาชีพที่มีรายได้น้อย เมื่อเปรียบเทียบกับอาชีพเดิมของฉันที่เป็นพนักงานธนาคารต่างประเทศ แถมบางครั้งยังดูคล้ายผู้ใช้แรงงานเล็กๆ เวลาช่วยปรับท่านักเรียนที่มีขนาดร่างกายที่สูงใหญ่กว่ามากๆ หญิงไทยตัวเล็กๆ อย่างฉัน ก็รู้สึกเกือบหมดแรงได้เหมือนกัน
แต่เพราะฉันรักอัษฏางคโยคะ และรู้สึกขอบคุณในการสอนของคุรุชีอย่างมากๆ ทำให้งานที่บางครั้งแม้จะเหนื่อยแรง แต่ก็มักมีความแช่มชื่นในหัวใจเป็นของขวัญ ที่ได้รับจากนักเรียนอยู่เป็นประจำ ไม่ว่าจะได้เห็นเพียงแค่นักเรียนเดินออกจากห้องเรียนเมื่อฝึกเสร็จด้วยรอยยิ้มกว้าง (แม้ทุกคนจะอยู่ในสภาพเหงื่อซ่ก แถมหัวยุ่งเล็กน้อย :)) บางทีก็ได้เป็นกำลังใจเล็กๆ ในยามที่นักเรียนขาดความเชื่อมั่นในตนเอง หรือบางคนมีร่างกายโดยรวมที่แข็งแรงและยืดหยุ่นขึ้น บ้างก็หายจากโรคร้าย (คุณอมร จาก Yoga Makeover ก็เป็นหนึ่งในนั้นไง) บางคนมาจากต่างประเทศ ก็มาบอกว่าดีใจที่เขาได้มีสถานที่ที่จะฝึกเรียน เมื่อเวลาที่เขาเดินทางผ่านมาพักอยู่ที่กรุงเทพฯ หรือบางคนเป็นเพื่อนที่เป็นครูสอนโยคะในต่างประเทศ เวลาที่เขามาเมืองไทย เขาก็ได้มีโอกาสมาแบ่งปันประสบการณ์ของเขาที่โรงเรียนของฉัน ทำให้ทั้งครูและนักเรียนต่างได้ประสบการณ์ที่ประทับใจ
ล่าสุด ก็มีนักเรียนคนหนึ่งเป็นหนุ่มน้อยชาวสวีเดน ที่เรียนโยคะกับเพื่อนของฉันอยู่ที่อินเดีย เขาแวะมาต่ออายุวีซ่าของอินเดียที่กรุงเทพฯ และมาฝึกโยคะกับฉันอยู่ร่วมสองอาทิตย์ ตอนที่ร่ำลา เขาก็บอกกับฉันว่าเขาเกิดแรงบันดาลใจที่จะไปเรียนต่อกับคุรุชีที่มัยซอร์เมื่อกลับไปถึงอินเดีย ฉันดีใจแทนคุรุชีจัง ที่จะมีนักเรียนที่มีความตั้งใจจริงเพิ่มขึ้นอีกคน!



ได้มีโอกาสกลับไปเยี่ยมภูเก็ตอีกครั้งเมื่อช่วงวันหยุดสงกรานต์ที่ผ่านมา นับเป็นเวลาขวบปีพอดี สำหรับอายุคลาสอัษฏางคโยคะที่ฉันได้ไปเปิดสอนไว้เมื่อสงกรานต์ปีที่แล้วที่ สุขโข สปา (www.sukkospa.com) สปาแสนสวยแห่งเมืองภูเก็ต ซึ่งในปัจจุบัน ก็ยังคงมีการสอนอยู่ทุกวันโดยอาจารย์ชาวต่างชาติ
จำได้ว่าเมื่อเริ่มสอนที่นั่น นักเรียนทุกคนเห็นพ้องต้องกันว่า อัษฏางคโยคะเป็นสิ่งที่พวกเขาไม่เคยรู้จักมาก่อน แม้ว่าบางคนเคยได้เรียนโยคะกันมาบ้างแล้วก็ตาม แต่ด้วยจุดเด่นที่ วินยาสะ ทำให้อัษฏางคโยคะแตกต่างไปจากโยคะแขนงอื่นๆ บวกกับการสอนแบบ มัยซอร์ ที่เน้นสอนแบบตัวต่อตัวด้วยแล้ว นักเรียนไม่น้อยจึงรู้สึกราวกับเป็นการเรียนรู้การฝึกโยคะจริงๆ เป็นครั้งแรกในชีวิต
การฝึกโยคะนั้น เมื่อนักเรียนได้เรียนกับครูที่มีประสบการณ์ และฝึกอย่างสม่ำเสมออย่างตั้งใจจริง ก็จะทำให้เข้าใจ ‘โยคะ’ ที่ท่าน ปตัญชลี ให้ความหมายไว้ว่า “ความสงบนิ่งไม่สัญจรเร่ร่อนของจิต” ได้จากประสบการณ์ของตนเอง อาสนะนั้น แม้จะดูอลังการเพียงใด ก็เป็นแค่สะพานเล็กๆ ที่นำพาให้ผู้ฝึกได้ก้าวเข้าไปสู่โยคะอันยิ่งใหญ่เท่านั้น
น่ายินดีที่ได้เห็นนักเรียนคนแรกๆ ของคลาสเมื่อปีที่แล้วเกือบทุกคนยังคงตั้งใจฝึกอย่างสม่ำเสมอ และมีการพัฒนาไปอย่างมาก บางคนถึงกับกล่าวว่า การฝึกอัษฏางคโยคะทุกเช้ากลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของเขาไปแล้ว!


โรงเรียนที่ฉันสอนอาจเป็นโรงเรียนแห่งเดียวในกรุงเทพฯ ที่เปิดสอนทุกวัน ยกเว้นวันข้างขึ้นและข้างแรม เลยมักทำให้มีนักเรียนที่ไม่คุ้นเคยต้องมารอเก้ออยู่หลายครา
การฝึกอัษฏางคโยคะตามที่คุรุชีสอนนั้น จะงดเว้นการฝึกในสองวันข้างต้น รวมกับทุกๆ วันเสาร์ที่เป็นวันหยุดประจำสัปดาห์ หรือถ้าใครไม่สะดวก หยุดทุกวันเสาร์ ก็อาจเลือกไปหยุดวันอื่นก็ได้ เพื่อให้ร่างกายได้พักผ่อนอย่างน้อยที่สุดอาทิตย์ละหนี่งวันจากการเรียนและฝึกโยคะ อาจทำให้นักเรียนเริ่มสังเกตได้ถึงความสัมพันธ์อย่างลึกซึ้งระหว่างเรากับผู้อื่น และสิ่งรอบข้าง อันรวมไปถึงธรรมชาติรอบๆ ตัวเรา และแน่นอนที่สุด ว่าการโคจรของดวงจันทร์ก็ย่อมมีความสัมพันธ์กับโลกและมนุษย์เราเช่นกัน ที่เห็นได้ชัดที่สุด (ไม่นับการแปลงร่างเป็นมนุษย์หมาป่าเมื่อเห็นพระจันทร์เต็มดวงนะคะ!) ก็คือน้ำขึ้นน้ำลง และการที่ผู้หญิงมีประจำเดือนทุกๆ 28 วัน นอกจากนี้ยังรวมไปถึงการเปลี่ยนแปลงของระดับพลังงานและอารมณ์ของเราอีกด้วย
ด้วยเหตุผลต่างๆ ข้างต้น เราจึงงดการฝึกในวันข้างขึ้นและข้างแรม ทั้งนี้นอกจากเพื่อความปลอดภัยแล้ว ยังเป็นการดำรงชีวิตอย่างสอดคล้องกับธรรมชาติอีกด้วยค่ะ



เมื่อสามอาทิตย์ก่อนฉันก้าวพลาดไปนิดเลยตกบันได ทำให้ข้อเท้าบาดเจ็บและบวมเล็กน้อย เวลาฝึกโยคะจึงต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ
การบาดเจ็บข้างต้นเกิดจากความซุ่มซ่ามของฉันเอง แต่ก็ยังมีผู้ฝึกอีกจำนวนไม่น้อยที่ประสบกับการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ อาจด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ความเผอเรอ หายใจอย่างไม่ถูกต้อง การฝืนทำอาสนะที่ร่างกายยังไม่พร้อม หรือแม้กระทั่งการบาดเจ็บที่ได้รับจากผู้ที่ฝึกร่วมกันในคลาส
การบาดเจ็บครั้งนี้ แม้จะไม่ถึงสาหัสนัก แต่ก็ทำให้การฝึกอาสนะเดิมๆ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปพอควร อย่างน้อยฉันก็ได้บทเรียนบทใหม่เกี่ยวกับตัวเอง ที่ไม่เพียงแต่ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันไปทุกส่วน แต่ยังรวมไปถึงจิตใจที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับร่างกายอย่างลึกซึ้งอีกด้วย
ฉันพบว่าจิตใจมักมีความกลัวก่อนที่จะทำอาสนะใดที่เกี่ยวข้องกับข้อเท้าที่บวมนั้น แต่หากเรามีสติและฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางครั้งเราก็พบว่าเราอาจต้องดัดแปลงท่าบางท่าเพื่อให้เข้ากับสภาพร่างกายส่วนนั้นในขณะนั้น เพื่อป้องกันการซ้ำเติมส่วนที่ยังบาดเจ็บอยู่ แต่บางครั้ง เราก็อาจพบว่าใจเรานี่เองที่กลัวไปก่อนเสียจริง ถึงเวลาทำจริงๆ กลับไม่พบกับความเจ็บปวดแต่อย่างใด!
แต่ไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือไม่ ก็อย่าลืมที่ท่านปตัญชลีสอนไว้ในโยคสูตรว่า “อาสนะ นั้นจะต้องประกอบด้วยทั้งความรู้สึกที่เป็นสุขและความมั่นคง” นะคะ