Satya

June 30th, 2008

สัตยะ หนึ่งในห้าของ ยมะ ว่าที่แขนงแรกสุดแห่งอัษฏางคโยคะนั้น ชาวไทยทุกคนที่ภาษาของเรามีสันสกฤตเป็นรากย่อมเข้าใจได้ทันทีว่าแปลว่า ความสัตย์

ใช่ค่ะ โยคะของท่านปตัญชลีนั้น บอกว่าโยคีต้องตั้งมั่นอยู่ในความสัตย์ โดยที่ต้องไม่ขัดแย้งกับ อหิงสา หรือการไม่เบียดเบียน อันเป็นข้อแรกสุดของยมะ นั่นคือ ความจริงที่กล่าวนั้นต้องไม่ทำร้ายผู้อื่นอีกด้วย และเป็นที่เชื่อกันด้วยว่า ผู้ใดที่มีแต่ความสัตย์นั้น ไม่ว่าสิ่งใดที่กล่าวออกมาก็จะกลายเป็นจริงในที่สุด  

หากเริ่มมาคิดดังที่กล่าวข้างต้นนี้ดูแล้วก็คงจะเริ่มเห็นแล้วว่า สัตยะนี้ไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ที่จะปฏิบัติได้ตลอดเวลา ต้องอาศัยความตื่นรู้อย่างสูงก่อนที่จะไม่พลั้งปากพูดอะไรที่ไม่จริงออกไป เช่น การโกหกเพื่อให้ผู้ฟังสบายใจขึ้น หรือการรับปากในสิ่งที่ทำไม่ได้ หรือไม่แน่ใจว่าจะทำได้

จากการฉันที่ได้คลุกคลีอยู่กับเพื่อนๆ ที่เป็นผู้ฝึกโยคะมาระยะหนึ่ง รวมถึงการที่ได้รับโอกาสดูแลการจ้างครูสอนอัษฏางคโยคะที่ สุขโข สปา แห่งจังหวัดภูเก็ตนั้น ทำให้ได้มีโอกาสติดต่อผู้คนมากมาย ทั้งที่เคยรู้จักมาก่อน หรือเพียงคนที่ไม่เคยพบ หากแต่ได้ติดต่อกันทางอีเมล์เท่านั้น ฉันก็พบว่าสัตยะนั้นคงเป็นเรื่องยากสำหรับผู้ฝึกโยคะทุกคน (เหมือนที่คุรุชีเคยสอนไว้นั่นเอง) เพราะมีคนจำนวนไม่น้อยที่เขียนอีเมล์ หรือรับปากมาอย่างหนึ่ง แล้วไม่นานก็กลับบอกมาอีกอย่าง แบบชนิดที่ฉันไม่ทันได้ตั้งตัว (จนตอนนี้เริ่มชินเสียแล้วค่ะ) แต่ไม่ว่าจะอย่างไร ท้ายที่สุด เจตนารมณ์ที่ดีก็จะพาให้ได้พบกับคนที่รักษาคำพูดของตนอยู่เสมอ 

นี่ไมใช่หมายความว่าทุกคนจะไม่มีโอกาสทำผิดหรือเผลอ หากแต่โยคะสอนให้เราพัฒนาความตื่นรู้ เพื่อจะได้ตามรู้ในสิ่งที่อาจทำไปโดยไม่ทันรู้ตัว เพื่อที่โอกาสที่จะเกิดความผิดพลาดเช่นนั้นน้อยลงในอนาคตค่ะ

Sthira Sukham Asanam

June 16th, 2008

สถิระ สุขัม อาสนัม ที่ท่านปตัญชลีกล่าวไว้ใน โยคสูตร นั้นแปลว่า อาสนะจะต้องประกอบด้วยทั้งความสุขและความมั่นคง

แม้ว่าบางครั้งตอนที่ฝึกใหม่ๆ จะไม่ค่อยเห็นแววของทั้งสองส่วนประกอบข้างต้นเท่าไรนัก แต่ก็พอจะใช้เป็นแนวทางได้ว่า อาสนะที่เรากำลังฝึกอยู่นั้น ทำให้เรามีความสุขหรือไม่ และร่างกายเราคงอยู่ในอาสนะได้อย่างมั่นคงหรือไม่ คือถ้าฝึกแล้วทำให้ปราศจากความสุข หรือมีแต่ความเจ็บปวดรุนแรง ร่างกายสั่นคลอนไปหมด นั่นก็เป็นเหมือนกับสัญญาณเตือนให้เราได้ฉุกคิดแล้วว่า เรากำลังทำสิ่งที่ถูกอยู่หรือไม่ ในกรณีเช่นนี้ การปรึกษาครูก็ย่อมเป็นสิ่งที่ดี

ที่เขียนในวันนี้เพราะบางทีมีคำถามจากนักเรียนว่า เขาไม่รู้ว่าที่เขาฝึกอยู่นั้นถูกหรือไม่ ส่วนนักเรียนของฉัน หากทำอะไรไม่ถูกต้อง ฉันจะคอยแนะนำ กล่าวคือ ถ้าไม่ได้ให้นักเรียนปรับเปลี่ยนอะไร ก็คือว่าไม่ผิดนั่นเอง อย่าลืมว่าร่างกายแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ประสบการณ์ในชีวิตก็แตกต่างกันออกไป การไปคอยมองเทียบอาสนะเดียวกันที่เราทำกับเพื่อนข้างๆ ว่าจะออกมาราวกับแกะออกจากพิมพ์เดียวกันนั้น คงเป็นไปได้ยาก โยคะจึงเป็นการสอนให้เราอยู่กับตัวเอง โดยผ่านความตื่นรู้ของลมหายใจเราเอง

ฉันเองถ้าฝึกแล้วไม่มีความสุขก็คงไม่สามารถฝึกมาได้จนป่านนี้ เพราะปีนึง จะได้ไปพบเรียนกับครูที่มัยซอร์ก็แค่ครั้งเดียว เวลาที่เหลือก็คือการฝึกด้วยตนเอง ซึ่งตอนแรกๆ ก็ไม่ใช่เรื่องง่ายเหมือนกัน แต่ต่อมา ฉันก็เริ่มชอบวิธีฝึกด้วยตนเอง (ฝึกเท่าที่ครูได้สอนไว้) เพราะเป็นวิธีเดียวที่จะรู้จักตัวเองได้ดีที่สุด ทั้งส่วนที่เข้มแข็งและอ่อนแอของเรา และสิ่งที่ได้เรียนรู้จากการฝึกและประสบด้วยตนเองนั้น ฉันก็ยังได้นำไปใช้สอนนักเรียนได้ตั้งมากมายอีกด้วย   

แต่ฉันว่าที่ดีที่สุด คือใช้เวลาบางส่วนฝึกร่วมกับนักเรียนคนอื่น และบางส่วนก็ฝึกด้วยตัวเองค่ะ

Relax? How?

June 3rd, 2008

การฝึกอัษฏางคโยคะนั้น ทั้งฉันและนักเรียนทุกคนเห็นพ้องกันว่า ต้องอาศัยวินัยในตัวเองสูง นี่ยังไม่นับแรงกายแรงใจ ที่บางวันแทบจะต้องเค้นออกมากว่าจะมายืนบนเสื่อได้ นั่นเพราะใจคนเราที่ชอบหาข้ออ้างที่จะไม่ฝึกสารพัดไง :)    

แต่ก็มีนักเรียนบางคนที่ตรงกันข้าม! คือฝึกอย่างหนักหน่วงแทบทุกวัน (อาจเข้าข่าย ติดได้) บางทีก็ไม่ยอมหยุดพักในวันที่ควรพัก เช่นอย่างน้อยอาทิตย์ละครั้ง และวันข้างขึ้นและข้างแรม (ส่วนผู้หญิงก็ได้วันหยุดแถมเป็น Lady’s Holiday ด้วย) บางคนฝึกจนร่างกายผอมเกร็ง ซึ่งก็ไม่ค่อยดีนักโดยเฉพาะถ้าเป็นผู้หญิง เพราะตามธรรมชาติ ผู้หญิงควรมีระดับไขมันในร่างกายที่พอดี ไม่เช่นนั้น ไม่เพียงร่างกายคุณอาจจะราบเรียบเหมือนกันทั้งด้านหน้าและด้านหลังแล้ว ยังอาจส่งผลกระทบทางลบและเรื้อรังต่อวัฏจักรของผู้หญิงอีกด้วย  

อัษฏางคโยคะนั้นอาจดูเหมือนการออกกำลังกายในสายตาคนภายนอก (หรือแม้แต่ผู้ฝึกบางคน ก็ยังฝึกด้วยทัศนคติดังกล่าว) ถ้าจะให้กล่าวถึงแต่เพียงด้านกายภาพล้วนๆ การฝึกอัษฏางคโยคะเป็นประจำนั้น สามารถช่วยให้ร่างกายสมส่วนและสุขภาพแข็งแรงอย่างที่คุณต้องการได้จริง ส่วนตัวฉันเอง เมื่อฝึกไปนานๆ เข้า ก็รู้สึกว่าเป็นการฝึกความสมดุลแห่ง effort และ surrender ซึ่งจะสามารถทำได้โดยผ่านการหายใจอย่างถูกวิธีเท่านั้น  

แต่อันที่จริงแล้ว อย่าลืมว่า คุรุชีเน้นอยู่เสมอว่า การฝึกนี้ไม่แตกต่างจากโยคะของท่านปตัญชลี มันจึงเป็นเพียงสะพานที่ช่วยให้เราข้ามพ้นเปลือกนอก เพื่อให้ได้สัมผัสกับตัวตนอันอมตะภายในของเรา ซึ่งต้องอาศัยการฝึกอย่างถูกต้องและเป็นเวลานานเท่านั้น ที่จะสามารถเข้าใจคำพูดนี้ได้ค่ะ

Teacher, please!

May 22nd, 2008


สิ่งสำคัญในการเรียนโยคะ นั้นคือเรียนกับครูผู้มีความรู้ เพื่อที่จะรู้วิธีที่ถูกต้อง เป็นสิ่งที่คุรุชีเน้นกับนักเรียนเสมอๆ ท่านยังสอนด้วยว่า ควรเรียนกับครูเพียงคนเดียว เพราะยิ่งมีครูมากคน ก็ยิ่งทำให้นักเรียนสับสนจนในที่สุดก็ไม่สามารถที่จะก้าวหน้าได้

ฉันเห็นด้วยอย่างยิ่งกับคำสอนของท่าน และยังรู้สึกขอบคุณครูอัษฏางคโยคะคนแรกของฉัน Fiona Stang (www.ashtangayogavancouver.com) จนถึงทุกวันนี้ ที่เฝ้าอดทนสอนยัยผมดำคนเดียวในห้องมัยซอร์ ตั้งแต่ยังจำอาสนะต่างๆ ยังไม่ได้ (แถมทำผิดๆ อีกต่างหาก) ฉันมักเป็นนักเรียนคนสุดท้ายในห้อง (ที่แวนคูเวอร์) เสมอ ด้วยว่าอาจจะเป็นนักเรียนที่ใหม่กว่าคนอื่น ก็เลยใช้เวลาฝึกยาวนานกว่าเพื่อน Fiona เป็นครูที่ให้พื้นฐานที่ถูกต้องในการฝึกอาสนะของฉัน ที่เหมือนกับเป็นรากฐานสำคัญที่เป็นหัวใจในการฝึกทุกๆ อาสนะของอัษฏางคะเลยก็ว่าได้

ด้วยลักษณะของการฝึกแบบมัยซอร์นี้เอง ที่ฉันกับครูได้พบกันอาทิตย์ละหกวัน เราแทบไม่ได้พูดกันมากนัก แต่ก็สื่อสารผ่านการสัมผัส Adjustment ที่ครูช่วยเหลือนักเรียนในท่าที่ติดขัด ทำให้เกิดเป็นความผูกพันใกล้ชิดขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว แม้นักเรียนคนอื่นๆ ในห้องที่ไม่เคยพูดกันเลยนั้น ประสบการณ์จากการฝึกเงียบๆ ร่วมกัน ก็ทำให้ฉันก็รู้สึกราวกับเขาเป็นเพื่อนไปโดยปริยาย วันไหนคนไหนไม่มา เราจะจำได้โดยอัตโนมัติ

ความผูกพันนี้นำมาซึ่งความเคารพและไว้ใจในตัวครูอย่างเต็มเปี่ยม ซึ่งเป็นสิ่งที่สำคัญแต่ก็อาจกลายเป็นอุปสรรคได้ หากทำให้นักเรียนไม่สามารถฝึกได้เองโดยปราศจากครู เพราะสุดท้ายแล้ว โยคะก็ไม่ขึ้นอยู่กับครู การฝึกต่างหากที่เป็นบทเรียนของเรา ครูเป็นเพียงผู้ช่วยเหลือให้เราค้นพบสิ่งที่มีอยู่อยู่แล้วภายในตัวเรา เป็นผู้ชี้แนะให้เราเดินไปในทางที่ถูก เป็นเหมือนแสงสว่างที่นำทาง เพียงตัวเราเท่านั้นที่เป็นผู้ก้าวเดินไป

ฉันเองก็เกือบกลายเป็นนักเรียนที่ติดครู หากไม่ต้องย้ายถิ่นฐานกลับมาประเทศไทยเสียก่อน อย่างน้อยก็รู้สึกคิดถึง Adjustment อยู่หลายคราในช่วงแรกๆ ที่ต้องฝึกด้วยตัวเอง แต่การที่สภาพแวดล้อมบังคับให้ต้องฝึกเองเช่นนั้น (เมื่อหลายปีก่อนไม่มีครูสอนมัยซอร์ในกรุงเทพฯ เลย) ก็ทำให้ได้เข้าใจโยคะมากขึ้น มาถึงวันนี้ ฉันเพียงขอบคุณสำหรับโอกาสที่ได้ฝึก และเรียนรู้โยคะในชาติภพนี้ (อีกครั้ง)

Non-attachment

May 12th, 2008

ขออภัยที่ไม่ได้เขียนบล็อกมาได้กว่าสองอาทิตย์แล้ว สาเหตุหลักเป็นเพราะฉันเสียใจกับข่าวของเพื่อนรักที่เป็นทั้งนักเรียนของฉันด้วย ป่วยเป็นโรคมะเร็ง ก้อนเนื้อร้ายนั้นได้ถูกตัดทิ้งไปแล้ว และต้องตามด้วยเคมีบำบัดอีกระยะหนึ่ง ทำให้ต้องพักรักษาตัวไปอีกหลายเดือน แล้วต่อด้วยการที่นักเรียนคนสนิทของฉันอีกคนหนึ่ง ได้ย้ายบ้านไปอยู่ไกลถึงยุโรปโน่น 

ทั้งสองคนที่กล่าวมาข้างต้นนั้น ฉันได้พบเกือบทุกเช้า แม้บางวันฉันอาจจะยุ่งมากจนไม่ได้แม้แต่จะได้พูดคุยทักทายกัน แต่ความผูกพันในห้องมัยซอร์ที่โรงเรียนนั้น ราวกับได้หยั่งลึกลงไปในหัวใจของเราทุกคน ที่นี่อาจเปรียบเป็นครอบครัวใหญ่ๆ มีอายุ อาชีพ และประสบการณ์ที่แตกต่างกันออกไป แต่ก็มารวมกันฝึกที่ห้องนี้ทุกๆ เช้า ด้วยใจที่รักอัษฏางคโยคะ  (แม้บางวันอาจจะมีความเมื่อยบวกง่วงบวกขี้เกียจปนมานิดๆ อย่างฉันเมื่อเช้านี้ก็ได้ :))  

เหตุการณ์ดังกล่าวทำให้ฉันต้องย้อนกลับมาดูตัวเองในยามนี้ แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าเราจะยังคงได้พบกันอีกแน่ๆ  แต่ก็ยังอดใจหาย กับการที่จะไม่ได้เห็นคนคุ้นเคยกันดังเช่นที่ผ่านมา โยคะสอนให้เราไม่ยึดติด (non-attachment) กับสิ่งใดๆ เพราะไม่มีสิ่งใดที่จีรัง (ยกเว้น พรหมัน หรือพระผู้สูงสุด) แถมการยึดมั่นถือมั่นเช่นนั้น ยังเป็นพันธนาการหน่วงเหนี่ยวเราไว้อีกด้วย 

ว่าแล้ว ในตอนนี้ ฉันเองก็คงได้แต่ส่งความรู้สึกที่ดีๆ จากใจ และเป็นกำลังใจให้กับเพื่อนรักทั้งสองคนนี้
May our paths cross again soon!