Archive for the ‘Uncategorized’ Category

ปีใหม่กับโลกใหม่

Wednesday, December 24th, 2008

ปีใหม่กับโลกใบใหม่! เมื่อหลายปีก่อน ฉันได้ซื้อหนังสือ The Power of Now ที่เขียนโดย Eckhart Tolle พอได้อ่านแล้วก็เหมือนกับได้ศึกษาถึง “ปัจจุบันขณะ” อย่างลึกซึ้ง เพราะ Eckhart อธิบายได้อย่างละเอียดและเข้าใจง่าย  โชคดีอีกครั้งเมื่อไม่นานนี้ ฉันได้รับหนังสือเล่มล่าสุดของ Eckhart คือ A NEW EARTH, Awakening to Your Life’s Purpose (อยู่ดีๆ ก็มีคนให้มาค่ะ) ในเล่มนี้ Eckhart เริ่มต้นโดยอธิบายเกี่ยวกับอัตตา หรือ ego (ที่คนส่วนใหญ่ยังหลงคิดว่าเป็นตัวตนที่แท้จริงของตนอยู่) อย่างละเอียด เขายกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเริ่มแยกแยะได้ระหว่างเสียงที่เกิดขึ้นในหัวของเขา (ว่าไม่ใช่ตัวเขา) เมื่อตอนที่ยังเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน โดยเขาต้องนั่งรถไฟเพื่อไปยังมหาวิทยาลัยในเช้าวันหนึ่ง ในรถไฟมีหญิงวัยสามสิบเศษคนหนึ่งนั่งอยู่โดยที่ไม่มีคนนั่งข้างๆ เธอ เธอดูท่าทางเครียดจัด และพูดกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่ดังและมีอารมณ์โกรธอยู่ตลอดเวลา โดยที่ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่ามีคนอยู่รอบข้างเธอมากมาย ข้อความที่เธอกล่าวก็มีนัยเกี่ยวกับใครบางคนที่ทำผิดต่อเธอ เธอจึงกล่าวต่อว่าอย่างโกรธแค้น  เมื่อถึงสถานีที่ Eckhart ต้องลง ก็ปรากฏเป็นสถานีเดียวกับที่หญิงผู้นี้ลงด้วย เขาซึ่งเดินอยู่ข้างหลังเธอ (ที่ยังคงพูดไม่หยุด) ก็มุ่งหน้าไปที่สถานที่เดียวกัน เมื่อถึงตึกห้องสมุดที่ Eckhart มีธุระต้องไป หญิงผู้นั้นก็หายเข้าไปในลิฟต์ตัวหนึ่ง ในขณะนั้น Eckhart รู้สึกแย่มาก ด้วยมีความเชื่อมั่นในเชาวน์ปัญญาและความคิดที่ชาญฉลาดของตนเอง ที่ทำให้ได้รับเลือกเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และยังเชื่อว่าเป็นคุณลักษณะที่จะนำพาให้โลกไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่ในสถานที่อันน่าภาคภูมิใจเดียวกันนี้ กลับมีคนที่ดูราวกับมีสมองผิดปกติอยู่ด้วย Eckhart เดินคิดไปเช่นนั้นจนกระทั่งไปถึงห้องน้ำซึ่งเขาตั้งใจจะไปล้างมือ เขาก็ยังคงคิดวนเวียนอยู่ โดยหวังว่าในอนาคตจะไม่กลายเป็นเช่นเดียวกับหญิงผู้นั้น พลันก็เหลือบไปเห็นชายอีกคนมองมาที่เขา Eckhart จึงรู้สึกตัวว่าเขาไม่เพียงแค่คิดเงียบๆ แต่กลับบ่นพึมพำออกมาด้วย (จึงทำให้ในขณะนั้น เขาดูเพี้ยนไม่แตกต่างไปจากหญิงผู้นั้นมากนัก) นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ Eckhart ได้ถอยออกมาจากเสียงที่วนเวียนอยู่ในหัว จาก “ความคิด” ไปสู่ “ความตระหนักรู้” อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะนำพามนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้ ฉันไม่พ้นต้องวกกลับมาคิดเกี่ยวกับการฝึกอัษฏางคโยคะ เพราะเป็นการฝึกฝนที่อาจจะทำให้ฉันได้อยู่กับ “ปัจจุบันขณะ” ได้เป็นครั้งแรกในชีวิตเช่นกัน โดยครูผู้ชี้ทางสว่างให้แก่ฉันคือคุรุชี ศรี ปัตตาภิ โชอิส (คำว่า คุรุ หรือครูนั้นมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า “ผู้ปัดเป่าความมืด” ด้วย) คุรุชีเป็นผู้ที่ทำให้ฉันหลุดออกจากความคิดในหัวราวกับกดสวิตช์ได้ (ใช่ค่ะ! แม้แต่ในขณะฝึกโยคะ สมองเราก็ยังไม่วายคิดไปโน่นนี่ ตั้งแต่ความกลัว ความอยาก ความชอบ ความไม่ชอบ ฯลฯ)  เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นที่มัยซอร์เมื่อหลายปีก่อน เป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ฉันเข้าเรียนใน Intermediate Class ซึ่งคุรุชีนำสอน ส่วนศารัถและสรัสวตีมักอยู่ช่วยในคลาสด้วย โดยศารัถจะเป็นผู้บอกให้นักเรียนบางคนหยุดทำ หรือทำท่าต่อไปได้ แต่เช้าวันนั้นกลับมีเพียงสรัสวตีเท่านั้น ฉันฝึกตามคนอื่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงโยคนิทราสนะ ซึ่งเป็นท่าสุดท้ายที่ฉันทำเมื่ออาทิตย์ก่อนหน้า (ก่อนจะย้ายไปทำชุดท่าจบด้วยตนเองที่ด้านหลังห้อง) เมื่อคุรุชีนับวินยาสะ และขานชื่ออาสนะต่อไปคือ ฏิฏฏิภาสนะ นักเรียนทุกคนในห้องก็กระโดดเข้าสู่ท่านี้แล้ว เหลือเพียงฉันคนเดียวเท่านั้นที่ยังชั่งใจอยู่ว่าจะทำท่านี้ (ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน ไม่รู้จะทำได้มั๊ย…) หรือจะย้ายตัวเองไปทำท่าจบที่ด้านหลังห้องดี (แต่ทำไมวันนี้ไม่มีนักเรียนคนไหนย้ายไปบ้างเลย… แล้วคุรุชีจะว่าไหมถ้าเกิดฉันทำเช่นนั้นในตอนนี้…  แล้วถ้าถูกดุก็จะต้องอายเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ที่นั่งดูอยู่ด้านนอก…)   ทันใดนั้น ท่ามกลางความคิดเต็มหัวของฉัน ก็มีเสียงเข้มๆ ของคุรุชี ที่ข้างๆ ดังขึ้น “You, JUMP!” เท่านั้นแหละ ฉันก็ได้เรียนรู้การทำท่ายากๆ เช่นนี้แบบไม่ทันได้ตั้งตัว ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่รู้สึกว่ามีแต่เพียง “ขณะนี้” เท่านั้น ที่ฉันกำลังฝึกอาสนะนี้ (โดยมีสายตาคุรุชีจ้องอยู่) ราวกับว่าคนอื่นๆ รวมทั้งโลกใบนี้ก็หายไปด้วย เหตุการณ์วันนั้นสอนฉันว่า ความตระหนักรู้ บวกกับความเชื่อมั่นและเชื่อใจอย่างสูงสุดที่ฉันมีต่อคุรุชีและศารัถ ทำให้สามารถฝึกตามที่ท่านสอนอย่างปราศจากข้อสงสัยใดๆ จึงเป็นการตัดซึ่งความกังวล ความกลัว ความอยากได้ หรืออคติต่างๆ ซึ่งเกิดจากอัตตา อันเป็นอุปสรรคอันสำคัญของความก้าวหน้าในการฝึกฝนโยคะค่ะ “Don’t take mind, take PRACTICE.” Sri K. Pattabhi Jois

Expectation

Monday, August 18th, 2008

เมื่อหลายปีก่อนในคลาสสันสกฤตที่มัยซอร์ ก่อนจบคลาส ครูลักษมิศผู้มีอารมณ์ขันอยู่เสมอถามนักเรียนว่า คนแบบไหนที่มีความสุขที่สุด?” นักเรียนก็เดากันไปต่างๆ นานา จนครูเฉลยในที่สุดว่า คนที่ไม่มีความคาดหวังไงล่ะ

คำพูดนี้ทำให้ฉันคิดไปถึงความคาดหวังต่างๆ ที่มักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่นนักเรียนที่มัยซอร์ส่วนใหญ่ก็มาพร้อมกับความคาดหวัง(อันมหาศาล!) ด้วยความมีชื่อเสียงของคุรุชีและศารัถ บวกกับค่าเล่าเรียนที่ไม่ใช่ถูกๆ นี่ยังไม่นับค่าเครื่องบินอีก ซึ่งก็หลายตังค์อยู่ พอมาถึงสองสามอาทิตย์แรก กลับรู้สึกราวกับฝึกด้วยตัวเอง ถ้าไม่มีอาสนะไหนที่ติดขัดหรือทำไม่ถูก ก็อาจไม่ได้เรียนอาสนะใหม่ๆ เลย (บางคนอาจหยุดที่บางอาสนะ หรือต้องคืนอาสนะที่เคยได้ฝึกบางส่วนให้ครูไปด้วยซ้ำ) ความคาดหวังเช่นนี้คงทำให้หมดความสุขไปไม่น้อยทีเดียว

หรือในคลาสโยคะทั่วไป นักเรียนอาจตั้งความหวังว่า ฉันจะต้องทำท่านั้นท่านี้ให้ได้เมื่อเวลาผ่านไปเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งอันที่จริงแล้ว โยคะไม่เคยสอนให้นักเรียนกำหนดกะเกณฑ์เช่นนั้น ในทางตรงกันข้าม กลับสอนให้เราเรียนรู้ถึงการยอมรับความเป็นจริง และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ หรือพูดอีกอย่างก็คือ การมัวแต่คาดหวังถึงสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นนั้น พาให้เราออกไปจาก ปัจจุบันนั่นเอง

แต่นี่ไม่ใช่การบอกว่าการตั้งเป้าหมายในชีวิตเป็นสิ่งผิดหรือไม่ดีนะคะ เป็นสิ่งดีที่เรารู้ถึงความต้องการของตัวเรา แต่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงที่ว่า หากเราทำปัจจุบันขณะนี้ให้ดีที่สุด ผลที่ตามมาย่อมต้องเป็นผลที่ดีที่สุด ดังเช่นการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในดิน หากเราดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างดีที่สุดในวันนี้  เราก็จะเห็นต้นไม้ที่เจริญงอกงามที่สุดในวันหน้า

Inspiration

Monday, August 4th, 2008

กลับมาจากมัยซอร์ มาตอบคำถามจากนักเรียนว่า ครูอุ้มได้เรียนอะไรมาจากที่นู่นบ้างคะ?” ถ้าเป็นในแง่อาสนะ ก็คงต้องตอบว่าระยะเวลาเพียงเดือนเดียวนั้นสั้นมากๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงร่างกาย หรือข้อจำกัดต่างๆ ที่เคยมีอยู่ ดังที่คุรุชีและศารัถพร่ำสอนไม่ขาดปากว่า การฝึกฝนนี้ต้องอาศัยเวลานานนนนน ฉันเองยังเชื่อด้วยว่าสำหรับคนจำนวนไม่น้อย ต้องอาศัยเวลามากกว่าหนึ่งชั่วอายุขัยด้วยซ้ำ (หมายความว่าต้องไปฝึกกันต่อในภพชาติต่อไปไงคะ)

แต่ก็เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่บทเรียนแห่งโยคะนั้น ไม่ใช่แค่การฝึกอาสนะไปในแต่ละเช้าของวัน  คำสอนของศารัถใน Conference ทุกๆ บ่ายวันอาทิตย์ ยังเน้นย้ำไม่ให้ลืมหัวใจแห่งการฝึก ซึ่งเป็นคำสอนเดิมๆ ที่เลือนไปจากความทรงจำบ้าง สำหรับนักเรียนอย่างฉันที่ไม่มีโอกาสกลับมาเรียนที่นี่ร่วมปีเศษ ตั้งแต่การฝึกอย่างถูกต้อง และตริสถานัม หรือจุดมุ่งความสนใจทั้วสามแห่ง อันประกอบไปด้วย ลมหายใจ อาสนะ และจุดมอง ซึ่งหากฝึกฝนอย่างถูกต้องแล้ว ร่างกายของผู้ฝึกก็จะแข็งแรง (ศารัถเน้นว่าเป็นความแข็งแกร่งจากภายใน มิใช่การเพิ่มกล้ามเนื้อมัดโตๆ) และยังมีจิตใจที่ปลอดโปร่งอีกด้วย (ซึ่งย่อมเริ่มมาจากการมีแต่ความคิดที่ดีๆ ค่ะ) ศารัถไม่ลืมสอนให้เรามีศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อสิ่งที่เราฝึกนี้ด้วยค่ะ

นอกจากนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดในการไปเรียนครั้งนี้ก็คือ การให้ความสำคัญต่อการทำประโยชน์เพื่อสังคมหรือผู้ด้อยโอกาสโดยไม่หวังผลตอบแทน (หรือเรียกได้ว่าเป็น กรรมโยคะ) ศารัถ สอนว่า หากนักเรียนคนใดมีพลังงานหรือเวลาเหลือเฟือ ก็ให้ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น (แทนที่จะมัวแต่สนใจแต่ประโยชน์ต่อตัวเอง) ดังเช่นที่เขาเป็นตัวอย่างในการจัดการประมูลของส่วนตัว รวมไปถึงของของคุรุชี เพื่อนำเงินบริจาคเข้ามูลนิธของคุรุชี ซึ่งแม้จะพ้นวันเกิดท่านไปแล้ว (วันนั้นวันเดียวได้เงินบริจาครวมทั้งสิ้นกว่า 170,000 รูปี) การประมูลออนไลน์ที่ www.kpjtrust.org ก็ยังจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาทั่วโลกได้ร่วมกันทำกุศลค่ะ นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ศารัถได้ริเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เพราะเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนอีกหลายคนรวมทั้งตัวฉัน ให้ดำเนินรอยตามเมื่อมีโอกาสค่ะ

แล้วเมื่อถึงวันนั้น ก็หวังว่าจะได้กำลังศรัทธาจากผู้อ่านทุกคนด้วยนะคะ!

Happy 93rd Birthday to Guruji

Monday, July 21st, 2008

belovedguru.jpg

อีกครั้ง ที่ฉันได้มีโอกาสร่วมแสดงความยินดีในวันเกิดของคุรุชี วันพระจันทร์เต็มดวงวันนี้ ท่านมีอายุครบ 93 ปีพอดี ซึ่งนอกจากวันนี้จะถือเป็นวันเกิดของท่านแล้ว ในประเพณีของชาวฮินดู ก็ยังถือวันนี้เป็นวัน คุรุ ปูรณิมาอันเป็นวันบูชาครูอีกด้วย

แล้วก็อีกครั้งที่ฉันได้รับความเอื้อเฟื้อจาก Ragi เจ้าของร้าน Rashinkar ผู้ใจดี ที่อุตส่าห์แวะมาช่วยใส่ส่าหรีให้ฉันและเพื่อนๆ ถึงที่บ้านพักของเรา ความสัมพันธ์จากเป็นเพียงลูกค้าของเธอ จนมากลายเป็นเพื่อนนี้ บวกกับน้ำใจจากเพื่อนอีกหลายๆ คนจากหลายๆ ประเทศที่ได้พบที่นี่ เป็นสิ่งที่ทำให้มัยซอร์มีความพิเศษไม่คลายเลยค่ะ

withragi.jpg

มีนักเรียนและแขกกว่า 400 คนมาร่วมงาน ซึ่งนอกจากจะมีการแสดงต่างๆ จากนักเรียนแล้ว (ที่เรียกเสียงตบมือได้มากที่สุด น่าจะเป็นแดนซ์กระจายของลูกสาวศารัถค่ะ :)) หลังจากการแสดงเสร็จสิ้น ยังมีการตัดเค้ก และเรียงแถวมอบของขวัญและรับพรจากคุรุชีด้วย อย่างไรก็ตาม แม้คุรุชีจะหายจากอาการป่วยแล้ว แต่ท่านไม่ค่อยยิ้มแย้มร่าเริงกับพวกเราดังที่เคย คงเพราะความใกล้ชิดที่ขาดหายไปจากการหยุดสอนนักเรียน ถึงกระนั้น ฉันก็ดีใจมากเมื่อถึงคราวฉันขึ้นกราบท่านบนเวทีแบบหญิงไทยพร้อมกล่าวว่า  “Happy Birthday Guruji” ท่านได้ยิ้มกว้างพร้อมตอบกลับคำที่ฉันคุ้นหูที่สุดว่า “Thank you, Thank you”

gurjis-smile.jpg

 สำหรับปีนี้ พิเศษกว่าปีอื่นๆ ตรงที่มีการประมูลสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อนำรายได้ทั้งหมดเข้ากองทุนของคุรุชีชื่อ ‘Shri K. Pattabhi Jois Charitable Trust’ (www.kpjtrust.org) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ที่มีศรัทธาทั่วโลกบริจาคผ่านทางเว็บไซต์นี้ด้วย หนึ่งในสิ่งการประมูลนั้นคือ คลาสส่วนตัวกับศารัถที่มีนักเรียนลงชื่อประมูลกันยาวเหยียด จนกระทั่งได้ผู้ชนะการประมูล 2 คนที่ต่างยินดีบริจาคมากถึงคนละ 40,000 รูปี ยอดรายได้เข้ากองทุนจากการประมูลคลาสส่วนตัวกับศารัถจึงเท่ากับ 80,000 รูปีเลยทีเดียว 

น่าดีใจแทนผู้ที่จะได้รับประโยชน์จากเงินบริจาคในครั้งนี้ค่ะ

Sweet India

Monday, July 14th, 2008

ใช่ค่ะ ความหวานของอินเดียนั้นชัดเจนทีเดียว ถ้าใครได้เคยลองชิมขนมหวานอินเดียดู ก็คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม :)  

แต่นอกจากความหวานของอินเดียจะหาซื้อได้แล้ว บางอย่างก็ไม่สามารถซื้อกันได้ด้วยเงิน! ตั้งแต่ความใจดีของคนขายที่ร้านขายของชำที่ฉันจะแวะซื้อนมสดทุกเช้า ราคา 11รูปี แต่ฉันมักไม่พกเศษสตางค์ก็จะจ่ายแบงค์ไป 20 รูปี ซึ่งเขาจะรับเงินเพียง 10 รูปี เพราะคนขายที่นี่มักไม่ชอบทอนเศษสตางค์ที่มากถึง 9รูปีค่ะ แล้วก็บอกฉันว่าให้มาจ่าย 1รูปีที่ค้างไว้พรุ่งนี้ก็ได้ แต่พอวันต่อมา ฉันบอกให้คิดเพิ่มค่านมสดเป็น  12 รูปี เพราะเมื่อวานยังไม่ได้จ่าย ก็จะได้รับคำตอบแบบเดิมว่า  2รูปีที่ค้างไว้มาจ่ายพรุ่งนี้ก็ได้ แล้วก็ทบไปอย่างนี้ จนกว่าฉันจะมีเศษสตางค์ครบพอดี เป็นอย่างนี้มาหลายครา หลายปีไม่เคยเปลี่ยน ไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกันว่า เขาสามารถเชื่อใจกันเและกันอย่างนี้กับลูกค้าทุกคนหรือเปล่า  

ส่วนเมื่อค่ำวานนี้ก็ได้พบกับความประทับใจจากคู่สามีภรรยาเจ้าของร้านผ้า Rashinkar ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในหมู่นักเรียนโยคะ (โดยเฉพาะช่วงนี้ที่สาวๆ ทุกคนวุ่นอยู่กับการหาชุดส่าหรีสวยๆ เพื่อใส่ในงานวันเกิดของคุรุชีในวันที่ 18 นี้!) ทั้งสองคนมีความรักในงานที่ทำ และยังให้บริการลูกค้าอย่างดีที่สุดเท่าที่ฉันเคยประสบมา ทั้งสองเชิญ Bobbi เพื่อนสนิทของฉัน ซึ่งเป็นลูกค้าของเขามานาน และตัวฉัน ไปทานอาหารเย็นที่บ้านเมื่อค่ำวานนี้ ซึ่งฝ่ายหญิงนอกจากจะเป็นผู้หญิงทำงานเต็มตัวแล้ว ยังสามารถแบ่งเวลาเลี้ยงดูลูกทั้งสอง และยังเป็นแม่บ้านได้อย่างสมบูรณ์แบบอีกด้วย 

shop.jpg

เราทั้งสองนอกจากจะได้ทานอาหารโฮมเมดแสนอร่อยแล้ว หลังอาหารยังได้รับการบริการแบบส่วนตัว ทั้งจากสามีภรรยาเจ้าของร้าน ร่วมด้วยช่างตัดเสื้อ ที่ทั้งวัดตัวพร้อมกับออกแบบชุดกันอย่างพิถีพิถัน ในห้องโถงรับแขกของบ้าน กว่าจะเสร็จก็เกือบเที่ยงคืนเลยค่ะ (ซึ่งไม่รู้จะเรียกว่าดึกมากหรือเช้ามากดี เพราะปกติ พวกเรานักเรียนโยคะตื่นนอนราวตีสามตีสี่) เสร็จแล้วทั้งสองก็ขับรถกลับมาส่งเราที่ที่พักใน Gokulam อีกด้วย  

อีกครั้งแล้วสิ ที่มัยซอร์ทำให้ฉันได้พบกับความหวานอันน่าประทับใจ!