ปีใหม่กับโลกใหม่
Wednesday, December 24th, 2008ปีใหม่กับโลกใบใหม่!
ปีใหม่กับโลกใบใหม่!
เมื่อหลายปีก่อนในคลาสสันสกฤตที่มัยซอร์ ก่อนจบคลาส ครูลักษมิศผู้มีอารมณ์ขันอยู่เสมอถามนักเรียนว่า “คนแบบไหนที่มีความสุขที่สุด?” นักเรียนก็เดากันไปต่างๆ นานา จนครูเฉลยในที่สุดว่า “คนที่ไม่มีความคาดหวังไงล่ะ”
คำพูดนี้ทำให้ฉันคิดไปถึงความคาดหวังต่างๆ ที่มักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่นนักเรียนที่มัยซอร์ส่วนใหญ่ก็มาพร้อมกับความคาดหวัง(อันมหาศาล!) ด้วยความมีชื่อเสียงของคุรุชีและศารัถ บวกกับค่าเล่าเรียนที่ไม่ใช่ถูกๆ นี่ยังไม่นับค่าเครื่องบินอีก ซึ่งก็หลายตังค์อยู่ พอมาถึงสองสามอาทิตย์แรก กลับรู้สึกราวกับฝึกด้วยตัวเอง ถ้าไม่มีอาสนะไหนที่ติดขัดหรือทำไม่ถูก ก็อาจไม่ได้เรียนอาสนะใหม่ๆ เลย (บางคนอาจหยุดที่บางอาสนะ หรือต้องคืนอาสนะที่เคยได้ฝึกบางส่วนให้ครูไปด้วยซ้ำ) ความคาดหวังเช่นนี้คงทำให้หมดความสุขไปไม่น้อยทีเดียว
หรือในคลาสโยคะทั่วไป นักเรียนอาจตั้งความหวังว่า ฉันจะต้องทำท่านั้นท่านี้ให้ได้เมื่อเวลาผ่านไปเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งอันที่จริงแล้ว โยคะไม่เคยสอนให้นักเรียนกำหนดกะเกณฑ์เช่นนั้น ในทางตรงกันข้าม กลับสอนให้เราเรียนรู้ถึงการยอมรับความเป็นจริง และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ หรือพูดอีกอย่างก็คือ การมัวแต่คาดหวังถึงสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นนั้น พาให้เราออกไปจาก “ปัจจุบัน” นั่นเอง
แต่นี่ไม่ใช่การบอกว่าการตั้งเป้าหมายในชีวิตเป็นสิ่งผิดหรือไม่ดีนะคะ เป็นสิ่งดีที่เรารู้ถึงความต้องการของตัวเรา แต่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงที่ว่า หากเราทำปัจจุบันขณะนี้ให้ดีที่สุด ผลที่ตามมาย่อมต้องเป็นผลที่ดีที่สุด ดังเช่นการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในดิน หากเราดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างดีที่สุดในวันนี้ เราก็จะเห็นต้นไม้ที่เจริญงอกงามที่สุดในวันหน้า
กลับมาจากมัยซอร์ มาตอบคำถามจากนักเรียนว่า “ครูอุ้มได้เรียนอะไรมาจากที่นู่นบ้างคะ?” ถ้าเป็นในแง่อาสนะ ก็คงต้องตอบว่าระยะเวลาเพียงเดือนเดียวนั้นสั้นมากๆ ที่จะเปลี่ยนแปลงร่างกาย หรือข้อจำกัดต่างๆ ที่เคยมีอยู่ ดังที่คุรุชีและศารัถพร่ำสอนไม่ขาดปากว่า การฝึกฝนนี้ต้องอาศัยเวลานานนนนน ฉันเองยังเชื่อด้วยว่าสำหรับคนจำนวนไม่น้อย ต้องอาศัยเวลามากกว่าหนึ่งชั่วอายุขัยด้วยซ้ำ (หมายความว่าต้องไปฝึกกันต่อในภพชาติต่อไปไงคะ)
แต่ก็เหมือนกับทุกๆ ครั้งที่บทเรียนแห่งโยคะนั้น ไม่ใช่แค่การฝึกอาสนะไปในแต่ละเช้าของวัน คำสอนของศารัถใน Conference ทุกๆ บ่ายวันอาทิตย์ ยังเน้นย้ำไม่ให้ลืมหัวใจแห่งการฝึก ซึ่งเป็นคำสอนเดิมๆ ที่เลือนไปจากความทรงจำบ้าง สำหรับนักเรียนอย่างฉันที่ไม่มีโอกาสกลับมาเรียนที่นี่ร่วมปีเศษ ตั้งแต่การฝึกอย่างถูกต้อง และตริสถานัม หรือจุดมุ่งความสนใจทั้วสามแห่ง อันประกอบไปด้วย ลมหายใจ อาสนะ และจุดมอง ซึ่งหากฝึกฝนอย่างถูกต้องแล้ว ร่างกายของผู้ฝึกก็จะแข็งแรง (ศารัถเน้นว่าเป็นความแข็งแกร่งจากภายใน มิใช่การเพิ่มกล้ามเนื้อมัดโตๆ) และยังมีจิตใจที่ปลอดโปร่งอีกด้วย (ซึ่งย่อมเริ่มมาจากการมีแต่ความคิดที่ดีๆ ค่ะ) ศารัถไม่ลืมสอนให้เรามีศรัทธาอย่างแรงกล้าต่อสิ่งที่เราฝึกนี้ด้วยค่ะ
นอกจากนั้น สิ่งที่เห็นได้ชัดในการไปเรียนครั้งนี้ก็คือ การให้ความสำคัญต่อการทำประโยชน์เพื่อสังคมหรือผู้ด้อยโอกาสโดยไม่หวังผลตอบแทน (หรือเรียกได้ว่าเป็น กรรมโยคะ) ศารัถ สอนว่า หากนักเรียนคนใดมีพลังงานหรือเวลาเหลือเฟือ ก็ให้ใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น (แทนที่จะมัวแต่สนใจแต่ประโยชน์ต่อตัวเอง) ดังเช่นที่เขาเป็นตัวอย่างในการจัดการประมูลของส่วนตัว รวมไปถึงของของคุรุชี เพื่อนำเงินบริจาคเข้ามูลนิธของคุรุชี ซึ่งแม้จะพ้นวันเกิดท่านไปแล้ว (วันนั้นวันเดียวได้เงินบริจาครวมทั้งสิ้นกว่า 170,000 รูปี) การประมูลออนไลน์ที่ www.kpjtrust.org ก็ยังจะดำเนินต่อไปเรื่อยๆ เพื่อให้ผู้มีจิตศรัทธาทั่วโลกได้ร่วมกันทำกุศลค่ะ นับเป็นสิ่งที่น่ายินดีที่ศารัถได้ริเริ่มขึ้นอย่างจริงจัง เพราะเป็นแรงบันดาลใจให้นักเรียนอีกหลายคนรวมทั้งตัวฉัน ให้ดำเนินรอยตามเมื่อมีโอกาสค่ะ
แล้วเมื่อถึงวันนั้น ก็หวังว่าจะได้กำลังศรัทธาจากผู้อ่านทุกคนด้วยนะคะ!

อีกครั้ง ที่ฉันได้มีโอกาสร่วมแสดงความยินดีในวันเกิดของคุรุชี วันพระจันทร์เต็มดวงวันนี้ ท่านมีอายุครบ 93 ปีพอดี ซึ่งนอกจากวันนี้จะถือเป็นวันเกิดของท่านแล้ว ในประเพณีของชาวฮินดู ก็ยังถือวันนี้เป็นวัน “คุรุ ปูรณิมา” อันเป็นวันบูชาครูอีกด้วย
แล้วก็อีกครั้งที่ฉันได้รับความเอื้อเฟื้อจาก Ragi เจ้าของร้าน Rashinkar ผู้ใจดี ที่อุตส่าห์แวะมาช่วยใส่ส่าหรีให้ฉันและเพื่อนๆ ถึงที่บ้านพักของเรา ความสัมพันธ์จากเป็นเพียงลูกค้าของเธอ จนมากลายเป็นเพื่อนนี้ บวกกับน้ำใจจากเพื่อนอีกหลายๆ คนจากหลายๆ ประเทศที่ได้พบที่นี่ เป็นสิ่งที่ทำให้มัยซอร์มีความพิเศษไม่คลายเลยค่ะ

มีนักเรียนและแขกกว่า 400 คนมาร่วมงาน ซึ่งนอกจากจะมีการแสดงต่างๆ จากนักเรียนแล้ว (ที่เรียกเสียงตบมือได้มากที่สุด น่าจะเป็นแดนซ์กระจายของลูกสาวศารัถค่ะ :)) หลังจากการแสดงเสร็จสิ้น ยังมีการตัดเค้ก และเรียงแถวมอบของขวัญและรับพรจากคุรุชีด้วย อย่างไรก็ตาม แม้คุรุชีจะหายจากอาการป่วยแล้ว แต่ท่านไม่ค่อยยิ้มแย้มร่าเริงกับพวกเราดังที่เคย คงเพราะความใกล้ชิดที่ขาดหายไปจากการหยุดสอนนักเรียน ถึงกระนั้น ฉันก็ดีใจมากเมื่อถึงคราวฉันขึ้นกราบท่านบนเวทีแบบหญิงไทยพร้อมกล่าวว่า “Happy Birthday Guruji” ท่านได้ยิ้มกว้างพร้อมตอบกลับคำที่ฉันคุ้นหูที่สุดว่า “Thank you, Thank you”

สำหรับปีนี้ พิเศษกว่าปีอื่นๆ ตรงที่มีการประมูลสินค้าและบริการต่างๆ เพื่อนำรายได้ทั้งหมดเข้ากองทุนของคุรุชีชื่อ ‘Shri K. Pattabhi Jois Charitable Trust’ (www.kpjtrust.org) ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียนและผู้ที่มีศรัทธาทั่วโลกบริจาคผ่านทางเว็บไซต์นี้ด้วย หนึ่งในสิ่งการประมูลนั้นคือ “คลาสส่วนตัวกับศารัถ” ที่มีนักเรียนลงชื่อประมูลกันยาวเหยียด จนกระทั่งได้ผู้ชนะการประมูล 2 คนที่ต่างยินดีบริจาคมากถึงคนละ 40,000 รูปี ยอดรายได้เข้ากองทุนจากการประมูลคลาสส่วนตัวกับศารัถจึงเท่ากับ 80,000 รูปีเลยทีเดียว
ใช่ค่ะ ความหวานของอินเดียนั้นชัดเจนทีเดียว ถ้าใครได้เคยลองชิมขนมหวานอินเดียดู ก็คงไม่ต้องอธิบายเพิ่มเติม
