กลับมาโดยสวัสดิภาพแล้วค่ะ แม้ว่าความเมื่อยล้าจากการนั่งวิปัสสนา 12 ชั่วโมงต่อวัน บวกกับระยะเวลาการนั่งรถไปกลับมากกว่า 10 ชั่วโมง จะทำเอาการฝึกอัษฏางคโยคะเมื่อเช้านี้กลายเป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานาน…
แต่ประสบการณ์ที่ได้ก็แสนจะคุ้มค่า เพราะนอกจากจะได้ฝึกปฏิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า และฟังธรรมบรรยายทุกคืนแล้ว ฉันยังได้พบกับมิตรไมตรีอันอบอุ่นจากเพื่อนใหม่ต่างวัยกันมากกว่า 50 ชีวิตตั้งแต่สาวรุ่นอายุ 20 ไปจนถึงคุณลุงคุณป้าอายุราว 70 – 80 โน่น เนื่องจากรายละเอียดของการปฏิบัติธรรมครั้งนี้จะถูกนำเสนอในนิตยสารต่อไป ฉันจึงขอเล่าแต่เพียงคร่าวๆ แล้วกันว่า วิปัสสนา นั้นเป็นวิธีทำจิตให้บริสุทธิ์ ซึ่งจะช่วยให้คนเราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขอันเกิดจากปัญญาที่จะได้พัฒนาขึ้นจากการฝึกปฏิบัติอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง เป็นวิธีปฏิบัติอันเป็นสากล ที่คนทุกศาสนาสามารถเรียนและปฏิบัติได้
อยากขอยกเอานิทานที่อยู่ในธรรมบรรยายของอาจารย์โกเอ็นก้า มาเล่าให้ฟังประกอบคำอธิบายข้างต้นว่า
;มีเรื่องเล่าว่า มีศาสตราจารย์หนุ่มความรู้มากผู้หนึ่งเดินทางไปในเรือเดินสมุทร ในเรือนั้นมีกะลาสีเรือแก่ๆ ผู้หนึ่งซึ่งไม่เคยเรียนหนังสือ จึงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ กะลาสีผู้นี้จึงมักชอบเข้าหาท่านศาสตราจารย์ในห้องพักเพื่อฟังท่านศาสตราจารย์คุยเรื่องวิชาการวันหนึ่งขณะที่กะลาสีกำลังจะออกจากห้อง ท่านศาสตราจารย์ได้ถามขึ้นว่า
“นี่แน่ะ เราเคยเรียนวิชาธรณีวิทยามาบ้างหรือเปล่า” กะลาสีงง ถามว่า “วิชาธรณีวิทยาคืออะไรครับ?”
ศาสตาจารย์บอกว่า “เป็นวิชาที่ว่าด้วยพื้นแผ่นดิน”
กะลาสีตอบว่า “ไม่เคยเลยครับ ผมไม่เคยเข้าโรงเรียน ไม่เคยได้เรียนหนังสือเลย”
ท่านศาสตราจารย์จึงกล่าวด้วยความสมเพชว่า
“โธ่เอ๋ย นี่เท่ากับเสียเวลาไปเปล่าๆ ตั้งเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเชียวนะ”
กะลาสีชรารู้สึกเศร้าใจมากเมื่อผู้ที่มีความรู้มากอย่างนี้ บอกว่าเขาเสียเวลาไปตั้งเสี้ยวหนึ่งของชีวิต และมันก็คงต้องเป็นเช่นนั้นจริงๆ
วันรุ่งขึ้นก็กะลาสีก็ไปหาท่านศาสตราจารย์อีก หลังจากฟุ้งเรื่องวิชาการอยู่พักใหญ่ เมื่อกะลาสีออกจากห้อง ท่านศาสตราจารย์ก็ถามอีกว่า “แล้วเราเคยเรียนวิชาสมุทรศาสตร์มาบ้างหรือเปล่า”
กะลาสีก็งงอีก ถามว่า “วิชาสมุทรศาสตร์คืออะไรครับ”
ท่านศาสตราจารย์ตอบว่า “ก็วิชาว่าด้วยปรากฏการณ์ของทะเล และมหาสมุทรยังไงเล่า”
กะลาสีตอบว่า “ไม่เคยครับ ก็ผมเรียนท่านแล้วไงว่าผมไม่เคยได้เข้าโรงเรียน”
ท่านศาสตราจารย์ส่ายหัวแล้วบอกว่า “โธ่เอ๋ย! นี่เท่ากับเสียเวลาของชีวิตไปครึ่งหนึ่งแล้วนะนี่”
กะลาสีชรายิ่งเศร้าหนักกว่าเดิม
รุ่งขึ้นกะลาสีก็เข้าไปหาศาสตราจารย์ท่านนี้อีก แล้วถูกถามอีกว่าเคยเรียนอุตุนิยมวิทยามาไหม กะลาสีก็ตอบเช่นเดิมอีกว่าไม่รู้จักวิชาที่ว่านี้ ท่านศาสตราาจารย์ก็บอกว่า เป็นวิชาที่ว่าด้วยอากาศ ฝน และลม เมื่อกะลาสีตอบว่าไม่เคยได้เรียน ท่านศาสตราจารย์ส่ายหัวอีกแล้วบอกว่า
“โอย! นี่เท่ากับเสียเวลาของชีวิตไปถึงสามในสี่เลยทีเดียวนะนี่”
กะลาสีชราได้ฟังก็ยิ่งมีความเศร้าหมองขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
แต่แล้ววันต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น กะลาสีวิ่งไปที่ห้องท่านศาสตราจารย์แล้วร้องถามว่า
“ท่านศาสตราจารย์ครับ ท่านเคยได้เรียนวิชาว่ายน้ำศาสตร์มาหรือเปล่าครับ”
ท่านศาสตราจารย์งง “ว่ายน้ำศาสตร์อะไรกันหรือ”
กะลาสีถามต่อว่า “ท่านว่ายน้ำเป็นหรือเปล่าครับ”
ศาสตราจารย์ตอบว่า “ไม่เป็น ฉันว่ายน้ำไม่เป็น”
กะลาสีชราส่ายหัว “โธ่! ท่านศาสตราจารย์ครับ นี่เท่ากับว่าท่านเสียเวลาทั้งชีวิตของท่านแล้วล่ะครับ เพราะเรือกำลังจะจมเดี๋ยวนี้แล้วครับ”



ถูกแล้ว ท่านอาจร่ำเรียน ‘ศาสตร์’ ต่างๆ มากมากมาย แต่ถ้าท่านมิได้เรียนวิชาว่ายน้ำศาสตร์ อันหมายถึงการได้ลงปฏิบัติว่ายน้ำด้วยตนเอง มิใช่เพียงแค่อ่านเอาจากตำราหรือฟังคนอื่นเขาเล่ามา แล้วท่านจะสามารถว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรแห่งความทุกข์นี้ให้ถึงฝั่งได้อย่างไร
การฝึกปฏิบัติวิปัสสนา จึงเปรียบได้กับการได้ฝึกเรียนว่ายน้ำจริงๆ ถือเป็นก้าวเล็กๆ ก้าวแรก เพื่อจะนำพาท่านให้ถึงฝั่งที่จะเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวงค่ะ
(สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.thai.dhamma.org หรือโทรสอบถามที่ มูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐาน 02-993-2711)