Archive for March, 2008

Injury as Our Teacher

Wednesday, March 26th, 2008

เมื่อสามอาทิตย์ก่อนฉันก้าวพลาดไปนิดเลยตกบันได ทำให้ข้อเท้าบาดเจ็บและบวมเล็กน้อย เวลาฝึกโยคะจึงต้องให้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ

การบาดเจ็บข้างต้นเกิดจากความซุ่มซ่ามของฉันเอง แต่ก็ยังมีผู้ฝึกอีกจำนวนไม่น้อยที่ประสบกับการบาดเจ็บจากการฝึกโยคะ อาจด้วยสาเหตุต่างๆ เช่น ความเผอเรอ หายใจอย่างไม่ถูกต้อง การฝืนทำอาสนะที่ร่างกายยังไม่พร้อม หรือแม้กระทั่งการบาดเจ็บที่ได้รับจากผู้ที่ฝึกร่วมกันในคลาส

การบาดเจ็บครั้งนี้ แม้จะไม่ถึงสาหัสนัก แต่ก็ทำให้การฝึกอาสนะเดิมๆ ให้ความรู้สึกที่แตกต่างออกไปพอควร อย่างน้อยฉันก็ได้บทเรียนบทใหม่เกี่ยวกับตัวเอง ที่ไม่เพียงแต่ประกอบด้วยอวัยวะต่างๆ ที่เกี่ยวเนื่องกันไปทุกส่วน แต่ยังรวมไปถึงจิตใจที่มีความสัมพันธ์ใกล้ชิดกับร่างกายอย่างลึกซึ้งอีกด้วย  

ฉันพบว่าจิตใจมักมีความกลัวก่อนที่จะทำอาสนะใดที่เกี่ยวข้องกับข้อเท้าที่บวมนั้น แต่หากเรามีสติและฝึกอย่างค่อยเป็นค่อยไป บางครั้งเราก็พบว่าเราอาจต้องดัดแปลงท่าบางท่าเพื่อให้เข้ากับสภาพร่างกายส่วนนั้นในขณะนั้น เพื่อป้องกันการซ้ำเติมส่วนที่ยังบาดเจ็บอยู่ แต่บางครั้ง เราก็อาจพบว่าใจเรานี่เองที่กลัวไปก่อนเสียจริง ถึงเวลาทำจริงๆ กลับไม่พบกับความเจ็บปวดแต่อย่างใด!

แต่ไม่ว่าจะบาดเจ็บหรือไม่ ก็อย่าลืมที่ท่านปตัญชลีสอนไว้ในโยคสูตรว่า อาสนะ นั้นจะต้องประกอบด้วยทั้งความรู้สึกที่เป็นสุขและความมั่นคงนะคะ 

10 Days with Me, Myself and I

Monday, March 17th, 2008


กลับมาโดยสวัสดิภาพแล้วค่ะ แม้ว่าความเมื่อยล้าจากการนั่งวิปัสสนา 12 ชั่วโมงต่อวัน บวกกับระยะเวลาการนั่งรถไปกลับมากกว่า 10 ชั่วโมง จะทำเอาการฝึกอัษฏางคโยคะเมื่อเช้านี้กลายเป็นเหมือนเพื่อนสนิทที่ไม่ได้เจอกันมานาน…

แต่ประสบการณ์ที่ได้ก็แสนจะคุ้มค่า เพราะนอกจากจะได้ฝึกปฏิบัติตามคำสอนของท่านอาจารย์โกเอ็นก้า และฟังธรรมบรรยายทุกคืนแล้ว ฉันยังได้พบกับมิตรไมตรีอันอบอุ่นจากเพื่อนใหม่ต่างวัยกันมากกว่า 50 ชีวิตตั้งแต่สาวรุ่นอายุ 20 ไปจนถึงคุณลุงคุณป้าอายุราว 70 80 โน่น   เนื่องจากรายละเอียดของการปฏิบัติธรรมครั้งนี้จะถูกนำเสนอในนิตยสารต่อไป ฉันจึงขอเล่าแต่เพียงคร่าวๆ แล้วกันว่า วิปัสสนา นั้นเป็นวิธีทำจิตให้บริสุทธิ์ ซึ่งจะช่วยให้คนเราสามารถดำรงชีวิตอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุขอันเกิดจากปัญญาที่จะได้พัฒนาขึ้นจากการฝึกปฏิบัติอย่างถูกต้องและต่อเนื่อง เป็นวิธีปฏิบัติอันเป็นสากล ที่คนทุกศาสนาสามารถเรียนและปฏิบัติได้

อยากขอยกเอานิทานที่อยู่ในธรรมบรรยายของอาจารย์โกเอ็นก้า มาเล่าให้ฟังประกอบคำอธิบายข้างต้นว่า

;มีเรื่องเล่าว่า มีศาสตราจารย์หนุ่มความรู้มากผู้หนึ่งเดินทางไปในเรือเดินสมุทร ในเรือนั้นมีกะลาสีเรือแก่ๆ ผู้หนึ่งซึ่งไม่เคยเรียนหนังสือ จึงอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ กะลาสีผู้นี้จึงมักชอบเข้าหาท่านศาสตราจารย์ในห้องพักเพื่อฟังท่านศาสตราจารย์คุยเรื่องวิชาการวันหนึ่งขณะที่กะลาสีกำลังจะออกจากห้อง ท่านศาสตราจารย์ได้ถามขึ้นว่า                  

นี่แน่ะ เราเคยเรียนวิชาธรณีวิทยามาบ้างหรือเปล่ากะลาสีงง ถามว่า วิชาธรณีวิทยาคืออะไรครับ?”                   

ศาสตาจารย์บอกว่า เป็นวิชาที่ว่าด้วยพื้นแผ่นดิน                    

กะลาสีตอบว่า ไม่เคยเลยครับ ผมไม่เคยเข้าโรงเรียน ไม่เคยได้เรียนหนังสือเลย               
                    
ท่านศาสตราจารย์จึงกล่าวด้วยความสมเพชว่า               
                  
โธ่เอ๋ย นี่เท่ากับเสียเวลาไปเปล่าๆ ตั้งเสี้ยวหนึ่งของชีวิตเชียวนะ
                

กะลาสีชรารู้สึกเศร้าใจมากเมื่อผู้ที่มีความรู้มากอย่างนี้ บอกว่าเขาเสียเวลาไปตั้งเสี้ยวหนึ่งของชีวิต และมันก็คงต้องเป็นเช่นนั้นจริงๆ
               

วันรุ่งขึ้นก็กะลาสีก็ไปหาท่านศาสตราจารย์อีก หลังจากฟุ้งเรื่องวิชาการอยู่พักใหญ่ เมื่อกะลาสีออกจากห้อง ท่านศาสตราจารย์ก็ถามอีกว่า
แล้วเราเคยเรียนวิชาสมุทรศาสตร์มาบ้างหรือเปล่า                
                   
กะลาสีก็งงอีก ถามว่า
วิชาสมุทรศาสตร์คืออะไรครับ               
                   
ท่านศาสตราจารย์ตอบว่า
ก็วิชาว่าด้วยปรากฏการณ์ของทะเล และมหาสมุทรยังไงเล่า                
                    
กะลาสีตอบว่า
ไม่เคยครับ ก็ผมเรียนท่านแล้วไงว่าผมไม่เคยได้เข้าโรงเรียน               
                   
ท่านศาสตราจารย์ส่ายหัวแล้วบอกว่า
โธ่เอ๋ย! นี่เท่ากับเสียเวลาของชีวิตไปครึ่งหนึ่งแล้วนะนี่                

กะลาสีชรายิ่งเศร้าหนักกว่าเดิม
               

รุ่งขึ้นกะลาสีก็เข้าไปหาศาสตราจารย์ท่านนี้อีก แล้วถูกถามอีกว่าเคยเรียนอุตุนิยมวิทยามาไหม กะลาสีก็ตอบเช่นเดิมอีกว่าไม่รู้จักวิชาที่ว่านี้ ท่านศาสตราาจารย์ก็บอกว่า เป็นวิชาที่ว่าด้วยอากาศ ฝน และลม เมื่อกะลาสีตอบว่าไม่เคยได้เรียน ท่านศาสตราจารย์ส่ายหัวอีกแล้วบอกว่า
               
                   
โอย! นี่เท่ากับเสียเวลาของชีวิตไปถึงสามในสี่เลยทีเดียวนะนี่
                

กะลาสีชราได้ฟังก็ยิ่งมีความเศร้าหมองขึ้นอีกเป็นทวีคูณ
               

แต่แล้ววันต่อมาก็เกิดเหตุการณ์ขึ้น กะลาสีวิ่งไปที่ห้องท่านศาสตราจารย์แล้วร้องถามว่า
               
                   
ท่านศาสตราจารย์ครับ ท่านเคยได้เรียนวิชาว่ายน้ำศาสตร์มาหรือเปล่าครับ
               
                    
ท่านศาสตราจารย์งง
ว่ายน้ำศาสตร์อะไรกันหรือ               
                    
กะลาสีถามต่อว่า
ท่านว่ายน้ำเป็นหรือเปล่าครับ               
                    
ศาสตราจารย์ตอบว่า
ไม่เป็น ฉันว่ายน้ำไม่เป็น               
                  
กะลาสีชราส่ายหัว
โธ่! ท่านศาสตราจารย์ครับ นี่เท่ากับว่าท่านเสียเวลาทั้งชีวิตของท่านแล้วล่ะครับ เพราะเรือกำลังจะจมเดี๋ยวนี้แล้วครับ



ถูกแล้ว ท่านอาจร่ำเรียน
ศาสตร์ต่างๆ มากมากมาย แต่ถ้าท่านมิได้เรียนวิชาว่ายน้ำศาสตร์ อันหมายถึงการได้ลงปฏิบัติว่ายน้ำด้วยตนเอง มิใช่เพียงแค่อ่านเอาจากตำราหรือฟังคนอื่นเขาเล่ามา แล้วท่านจะสามารถว่ายน้ำข้ามมหาสมุทรแห่งความทุกข์นี้ให้ถึงฝั่งได้อย่างไร                

การฝึกปฏิบัติวิปัสสนา จึงเปรียบได้กับการได้ฝึกเรียนว่ายน้ำจริงๆ ถือเป็นก้าวเล็กๆ ก้าวแรก เพื่อจะนำพาท่านให้ถึงฝั่งที่จะเป็นอิสระจากความทุกข์ทั้งปวงค่ะ
 

(สำหรับรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถดูได้ที่ www.thai.dhamma.org หรือโทรสอบถามที่ มูลนิธิส่งเสริมวิปัสสนากรรมฐาน 02-993-2711) 

Off the Mat

Tuesday, March 4th, 2008


ฉันก็คงเหมือนคนอีกหลายคนที่เริ่มฝึกโยคะโดยที่ไม่รู้เลยว่า โยคะนั้นเป็นศาสตร์อันล้ำลึกยิ่งกว่าแค่การดัดตน หรือการยืดเส้นยืดสายบนเสื่อโยคะผืนเล็กๆ

เมื่อ 5 ปีก่อน ตอนที่ฉันสมัครเรียนโยคะครั้งแรก ฉันเพียงแค่รู้สึกอยากยืดเส้นสายที่รู้สึกแข็งเกร็งมากๆ จากการที่ฉันออกกำลังกายด้วยการวิ่ง และเต้นแอโรบิกอย่างหนักเป็นประจำ ก็ด้วยแรงกระแทกที่เกิดจากกิจวัตรดังกล่าวนี่แหละ ที่ทำให้ฉันรู้สึกปวดเมื่อยอยู่ตลอดเวลา ไม่ว่าจะพยายามยืดหรือไปนวดอย่างไรก็ไม่หาย

แต่เมื่อได้เรียนและฝึกอาสนะอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ  สิ่งที่ดูภายนอกหมือนเป็นแค่การบิดยืดตัว กลับนำพาให้ฉันได้เดินบนเส้นทางนี้โดยมิได้คาดหวังหรือรู้จักมาก่อน เหมือนที่ ศรี ศารัถ หลานชายของคุรุชีพูดไว้ว่า การฝึกอย่างถูกต้องและสม่ำเสมอ จะพาผู้ที่ฝึกด้วยความจริงใจเข้าสู่ปรัชญาแห่งโยคะและได้เรียนรู้ถึงพระเจ้า

ถึงแม้มิได้มีโอกาสหรือเวลาที่จะศึกษาปรัชญาโยคะ อย่างน้อยที่สุด สิ่งผู้ฝึกจะได้รับจากการฝึกก็คือสติ โดยเฉพาะนักเรียนที่เรียนโยคะแบบ มัยซอร์ ด้วยว่านักเรียนจะฝึกด้วยตัวเอง นับลมหายใจเอง อย่างน้อยก็ต้องคอยมีสติจดจำว่าหายใจไปแล้วกี่ครั้ง เมื่อครู่ทำท่าอะไรไป และต้องทำท่าอะไรต่อไป (ไม่งั้นคงฝึกกันไม่จบซักที!) แม้อาจจะไม่ได้เข้มข้นเท่ากับการนั่งสมาธินิ่งๆ แต่อย่างน้อยก็สามารถยืดความมีสตินี้ให้คงอยู่กับเราได้บ้างในชีวิตประจำวันของเรา ทำให้การมีชีวิตอยู่ร่วมกันในโลกใบนี้น่าอยู่ขึ้น

นอกจากนี้ การอยู่กับตัวเองจากการทำอาสนะ ยังทำให้เราได้รู้จักตัวเราขึ้นอีกมากๆ เลยค่ะ เริ่มจากได้รู้จักร่างกายภายนอกของเรา แล้วก็ค่อยๆ ได้รู้จักจิตใจที่ไม่ค่อยจะอยู่กับที่ของเรา โยคะจึงเป็นศาสตร์ที่ทำให้เราได้ค้นพบตัวตนอันแท้จริงของเรา (True Self) ไงคะ

อาทิตย์หน้าคงไม่ได้มาเขียน blog นี้เพราะฉันจะไปนั่งวิปัสสนาเป็นเวลา 10 วัน แล้วจะมาเล่าให้ฟังนะคะ