Archive for February, 2008

อะไรเอ่ย?

Monday, February 25th, 2008

ระบบอะไรในร่างกายมนุษย์เราที่สามารถควบคุมมันได้ หรือสามารถทำงานด้วยตัวเองได้โดยเราไม่ต้องสั่งการ?

คำตอบคือ ระบบหายใจ ค่ะ การหายใจ สิ่งที่หลายคนไม่เคยแม้จะคิดถึงเลยตั้งแต่เกิดมา เนื่องจากเป็นระบบที่ทำงานอัตโนมัติมาตั้งแต่เรายังไม่รู้ความ สิ่งที่ไม่มีพ่อแม่คนไหนต้องสอนทารกน้อยเมื่อลืมตาดูโลก หากแต่เมื่อได้เรียนโยคะแล้ว คนส่วนใหญ่กลับต้องมาเรียนรู้วิธีการหายใจที่ถูกต้อง (แล้วยังค้นพบว่า ไม่เรื่องง่ายๆ อีกต่างหาก!)

จริงๆ แล้ว การหายใจให้ถูกต้อง นอกจากจะเป็นสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าการทำอาสนะให้สวยงามเหมือนเพื่อนข้างๆ แล้ว ยังเป็นส่วนสำคัญในการป้องกันการบาดเจ็บในการฝึกอาสนะด้วย นอกจากนั้น โยคีเชื่อว่า ลมหายใจเป็นสะพานเชื่อมร่างกายกับจิตใจของมนุษย์ ดังนั้น การหายใจที่ถูกต้อง รวมไปถึงการกำหนดลมหายใจ หรือปราณายามะ จึงเป็นวิธีการที่จะนำโยคีไปสู่การกำหนดและควบคุมจิตใจให้เข้าสู่สมาธิในที่สุดนั่นเอง

ในอัษฎางคโยคะที่ฉันได้มีโอกาสเป็นนักเรียนและครูนั้น ฉันพบว่าสิ่งที่ยากของการฝึกอาสนะใดๆ นั่นคือการหายใจอย่างถูกต้อง ในขณะที่ทำอาสนะนั้นๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาสนะขั้นสูงที่ต้องอาศัยทั้งร่างกายบวกกับการหายใจอย่างถูกต้อง เพื่อให้ผู้ฝึกมีสมาธิอย่างสูงขณะฝึก ราวกับว่าจิตของเรามักกลัวในอาสนะที่รู้สึกยาก ความกลัวนี้เองที่มักทำให้เราหายใจติดขัด หรือบางคนถึงขนาดกลั้นหายใจ ซึ่งเสี่ยงมากต่อการบาดเจ็บ

คุรุชีเคยสอนว่า หากเรารู้สึกประหวั่นพรั่นพรึงในอาสนะบางท่า เช่น backbends ให้เรามุ่งความสนใจไปที่ลมหายใจ นอกจากนั้น ในหนังสือ Suryanamaskar คุรุชียังสอนอีกว่า วายุ หรือเทพแห่งลมนั้น สถิตย์อยู่ในลมหายใจของเรา ดุจดังพลังงานที่แฝงอยู่ มนุษย์จึงไม่อาจดำรงชีวิตได้โดยปราศจากลมหายใจ ดังนั้น เมื่อเรามีสติอยู่กับลมหายใจ นอกจากเทพวายุจะแสดงอำนาจแล้ว เราจะมีจิตสงบและมีความคิดดีๆ เกิดขึ้นอีกด้วย

หากเพียงถ้าเราสามารถเอาชนะความกลัวนั้นด้วยลมหายใจของเราแล้ว บางทีสิ่งที่เราเห็นว่าเป็นไปไม่ได้ อาจอยู่ใกล้เพียงแค่ปลายจมูกก็เป็นได้ค่ะ!

รักนี้คือทุกสิ่ง

Monday, February 18th, 2008

 


           หวานส่งท้ายวันแห่งความรักในอาทิตย์ที่ผ่านมา ด้วยชื่อภาษาไทยของหนังเพลงฝรั่ง
Across the Universe ที่ติดใจแม้ได้เห็นแค่ชื่อเรื่อง
          
           นั่นก็เพราะว่าความรัก นอกจากจะเป็นสิ่งสวยงามและหล่อเลี้ยงชิวิตมนุษย์ทุกๆ คนแล้ว ยังถูกสอนอยู่ไม่น้อยในปรัชญาแห่งโยคะอันเป็นเทวนิยม เนื่องจากโยคะสอนในความมีอยู่ของพระเจ้า ผู้ทรงสมบูรณ์พร้อมด้วยความรู้และอำนาจอันไร้ขอบเขตจำกัดทั้งปวง ปรัชญาโยคะจึงสอนว่าการแสดงความรัก และความภักดีสูงสุดต่อพระองค์เป็นสิ่งสำคัญที่จะนำไปสู่ความหลุดพ้น

           ความรักและพระเจ้าเป็นสิ่งเดียวกัน และเป็นสัจธรรมในใจกลางสิ่งมีชีวิตทุกๆ สิ่ง 

        เราได้รับความรักผ่านการให้ความรักด้วยความรัก เราได้รับรู้ถึงความเป็นเอกภาพของผู้รักและสิ่งหรือผู้ที่ถูกรัก สอนให้เราได้รู้ว่าเราและทุกสิ่งล้วนเกี่ยวข้องกัน และเป็นส่วนหนึ่งของจักรวาลอันไร้ซึ่งพรมแดนนี้ 

          และเมื่อใด ที่เราสามารถมองเห็นพระเจ้าในคนหรือสิ่งใดที่เรารัก ความรักของเราที่มีต่อคนหรือสิ่งนั้นก็จะเผื่อแผ่ไปสู่ทุกๆ คน และทุกๆ สิ่งอย่างไร้เงื่อนไขและขอบเขต

DOs & DON’Ts

Monday, February 11th, 2008

          

ฉันจำได้ถึงวันแรกๆ ของการเข้าเรียนในคลาสโยคะที่แวนคูเวอร์ได้ดี นอกจากจะเป็นผู้หญิงเอเชียหัวดำอยู่คนเดียวแล้ว ฉันยังไม่รู้อิโหน่อิเหน่ว่าคลาสไหนเหมาะหรือไม่เหมาะกับตัวเอง จำได้ว่าวันแรกที่ตั้งใจไปเข้าคลาส Ashtanga Primary Series ซึ่งเป็นคลาสที่ไม่มีการอธิบายหรือสาธิตมากนัก เพราะนักเรียนส่วนใหญ่เป็นคนที่มีประสบการณ์ ครูถามว่า ยูฝึกโยคะมานานเท่าไร ตอบไปว่าราวเดือนสองเดือน ครูตอบว่า งั้นไอไม่สามารถให้ยูเรียนคลาสนี้ได้ ไปเลือกเรียนพวกคลาสสำหรับคนฝึกใหม่ก่อน

ฉันก็อึ้งไปเพราะตั้งใจมาอย่างดี สตางค์ก็ถืออยู่ในมือเตรียมจะจ่ายแล้ว แต่กลับโดนปฏิเสธไม่ให้เรียน แต่ด้วยความอยากรู้ว่าเขาเรียนอะไรกันยากนักหนาหรือไง เลยขอนั่งดู ครูก็อนุญาต แต่ย้ำว่าถ้าจะกลับก่อนก็ให้ออกไปอย่างเงียบๆ พอได้ดูก็เลยได้เข้าใจถึงความหวังดีของครู ที่ไม่ต้องการให้นักเรียนมือใหม่อย่างเรามาเสี่ยงกับการบาดเจ็บในการฝึกที่เกินกว่าความพร้อมของเราในขณะนั้น

นอกจากเหตุการณ์ข้างต้นที่ฉันไม่รู้ว่าเราควรเลือกเรียนคลาสที่เหมาะกับประสบการณ์ของตนเองแล้ว ฉันยังไม่รู้จักมารยาทที่ควรปฏิบัติในห้องเรียนอีกด้วย (ก็ไม่มีใครบอกนี่นา!) จึงมาอดคิดไม่ได้ว่าชิวิตคงจะง่ายขึ้นเป็นกอง หากมีใครสักคนมาบอกให้รู้ว่าอะไรควร หรือไม่ควรทำ

 แม้ผู้ไม่รู้ย่อมไม่ผิด แต่ฉันว่ารู้ไว้ก่อนจะได้สร้างความรบกวนแก่คุณครูและเพื่อนร่วมห้องให้น้อยที่สุดไงคะ

ตรงต่อเวลา

ถ้าเป็นคลาสแบบ “led” ที่หมายความว่าครูนำคลาสให้นักเรียนทำตามไปพร้อมๆ กัน นักเรียนควรมาก่อนเวลาเล็กน้อย เผื่อเวลาสำหรับเปลี่ยนชุด และจัดวางเสื่อโยคะในห้องเรียนให้พร้อมก่อนเวลาเริ่มคลาส ทั้งนี้ การที่เราไม่เข้าคลาสสายนั้น นอกจากจะไม่เป็นการรบกวนสมาธิเพื่อนในห้องแล้ว ยังหมายรวมถึงความราบรื่นและปลอดภัยในการฝึกของตัวเราเองอีกด้วย เพราะครูอาจมีการกล่าวอธิบายสั้นๆ และสอนท่าอบอุ่นร่างกาย และเตรียมความพร้อมของร่างกายในช่วงแรก ที่สำคัญ คนที่มีข้อจำกัดบางประการ สตรีมีครรภ์ หรือผู้มีโรคประจำตัวก็อย่าลืมแจ้งให้ครูทราบก่อนคลาสเริ่มนะคะ

เสียง

ทำเสียงให้เกิดน้อยที่สุด เสียงในที่นี้นอกจากจะหมายถึงเสียงจากการพูดแล้ว ยังรวมไปถึงเสียงอื่นๆ ที่เราอาจทำให้เกิดได้ เช่นจากการเดิน จากการวางเสื่อหรือสิ่งของอื่นลงกับพื้น แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น การถามครูเพื่อหลีกเลี่ยงการบาดเจ็บในระหว่างคลาสก็ถือเป็นสิ่งที่ควรทำค่ะ

ความสะอาด               

เป็นหนึ่งในห้าข้อของ นิยมะ ที่เป็นข้อหนึ่งในแปดแขนงแห่งอัษฏางคโยคะ นอกจากจะรักษาความสะอาดของร่างกายแล้ว ก็ควรรักษาความสะอาดของสถานที่ รวมไปถึงเสื่อโยคะที่ใช้อยู่ด้วยค่ะ  

พูดถึงเสื่อโยคะ ฉันว่าคนที่มีกำลังทรัพย์ที่จะหาซื้อได้ ควรมีไว้เป็นของส่วนตัวนะคะ เพราะเราต้องทั้งยืน นั่ง นอนอยู่บนเสื่อนี้อาทิตย์ละหลายชั่วโมงอยู่ คลุกคลีกันขนาดนี้ก็น่าจะเข้าข่ายเป็นของส่วนตัวได้แล้ว แถมเรายังสามารถทำความสะอาดเสื่อของเราเป็นประจำได้เองอีกด้วย

น้ำหอม

บางคนแพ้กลิ่นน้ำหอมบางกลิ่น และถ้าเรารักษาความสะอาดของร่างกายเราดีอยู่แล้วก็ควรงดเว้นจากการใส่น้ำหอมมาฝึกโยคะ

ของใช้ส่วนตัว

โรงเรียนโยคะส่วนใหญ่จัดสถานที่ไว้ให้นักเรียนเก็บสัมภาระส่วนตัว จึงไม่ควรนำสิ่งอื่นที่ไม่จำเป็นเข้าในห้องเรียน นอกจากจะเกะกะคนอื่นแล้ว อาจมีโอกาสเสียหายจากความพลาดพลั้งของผู้อื่นได้

ท้องว่าง

โยคะนั้นถ้าจะให้ดีที่สุดควรฝึกในเวลาเช้าและท้องว่าง คือหลังจากตื่นนอนนั่นเอง แต่ด้วยข้อจำกัดในตารางชีวิตประจำวันของหลายคนที่ต้องเลือกเรียนในเวลาอื่น ก็ขอให้เป็นหลังจากมื้ออาหารอย่างน้อย 3 ชั่วโมง จำไว้ว่าควรเข้าเรียนด้วยสภาวะที่ เบาตัวที่สุดนั่นเอง ส่วนการดื่มน้ำนั้นควรดื่มหลังจากที่ฝึกเสร็จค่ะ ผู้ฝึกใหม่อาจยังไม่ชินจึงรู้สึกกระหายน้ำ ก็ควรจิบแต่น้อยเพียงพอที่ดับกระหายเท่านั้น

หัดสังเกต

แต่ละคลาส แต่ละสถานที่ก็ย่อมต้องมีข้อควรปฏิบัติที่แตกต่างไปจากที่กล่าวมาได้บ้าง หากไม่มีโอกาสถามครู ทางที่ดีที่สุด ก็คือหัดสังเกตจากเพื่อนรอบข้าง หากเป็นในคลาสก็หาที่ว่างที่อยู่แถวหลังๆ หน่อย จะได้ดูจากคนข้างหน้าได้ไงคะ     

โยคะกับวัยรุ่น

Monday, February 4th, 2008

4 กุมภาพันธ์ 2551

 

อยากแนะนำให้รู้จักกับนักเรียนที่อายุน้อยที่สุดของฉัน น้องโบ้ ที่อายุแค่ 16 ปี

 

น้องโบ้ โชคดีได้รู้จักกับโยคะตั้งแต่อายุยังน้อย เพราะคุณแม่ปูชอบโยคะมาก เลยพาน้องโบ้มาลองเรียนดูบ้าง เวลามาเรียนก็ตั้งใจฝึกเป็นอย่างดี แม้จะทั้งเรียนหนังสือ เรียนเปียโน บวกกับกิจกรรมอื่นๆ น้องโบ้ก็ไม่เคยอู้ :)

ฉันสอนน้องโบ้มาก็นานอยู่ แต่ไม่ค่อยได้มีโอกาสคุยกันมากนัก วันนี้เลยขอสัมภาษณ์เสียที

 

 

ถาม  อยากให้เล่าถึงการเรียนหน่อยคะ?

ตอบ ชื่อ ตะวัน ดวงประเสริฐ ชื่อเล่นโบ้ ครับ เรียนอยู่มัธยมศึกษาปีที่ 5 สายวิทย์ โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา

 

 

ถาม  เริ่มเรียนโยคะตั้งแต่เมื่อไหร่ค่ะ และที่ไหน เพราะอะไร?

ตอบ เรียนครั้งแรกเมื่อ 2 ปีก่อนที่ Absolute Yoga ครับ คุณแม่พาไปเรียนกับครูชื่อ Bobbi ตอนแรกแอบกลัวว่าต้องยากมากๆ และคนอื่นๆ ในห้องเรียนคงทำได้กันหมดแล้ว เราต้องอายมากเลย  แต่กลับกลายเป็นว่าครูใจดีมาก และตั้งใจอธิบายให้เข้าใจและทำตามไปได้อย่างช้าๆ ครับ

 

 

ถาม  แล้วถ้าเปรียบเทียบความรู้สึกหลังฝึกครั้งแรก กับปัจจุบันละคะ?

ตอบ ประมาณว่า อ๊าก - แต่เดี๋ยวนี้โอเคแล้วครับ

 

 

ถาม  ตอนนี้ฝึกอะไรบ้างคะ บ่อยครั้งแค่ไหน?

ตอบ ตอนนี้ฝึก Ashtanga Primary Series วันเสาร์กับวันอาทิตย์ครับ

 

 

ถาม  ถามจริงๆ ว่าชอบโยคะมั้ย?

ตอบ อืม ชอบครับ แต่ชอบผลที่ได้จากการฝึกน่ะครับ ที่เห็นชัดที่สุดคือแข็งแรงขึ้นครับ เวลาฝึก ร.ด. ก็ไม่ค่อยเหนื่อยเหมือนแต่ก่อน อ้อ แล้วไม่ต้องหยุดพักหายใจบ่อยๆ ระหว่างร้องเพลงชาติตอนเช้าที่โรงเรียนด้วยครับ

 

 

ถาม โบ้คิดว่าโยคะยากมั้ย? 

ตอบ        ยากเฉพาะที่ตอนเริ่มครับ แล้วก็รู้สึกยากทุกครั้งเวลาครูอุ้มนับในท่านาวาสนะ ที่ต้องทำค้างอยู่ตั้ง 5 ลมหายใจ - 5 รอบแน่ะ

 

 

ถาม  เห็นคุณแม่บอกว่าเคยฝึกเองที่บ้านด้วย?

ตอบ ครับ ผมทำ Suriyanamaskara แล้วก็ทำ Backbends ครับ ตื่นแต่เเช้าแล้วฝึกก่อนไปโรงเรียนครับ

 

 

ถาม  โตขึ้นอยากเป็นอะไรคะ แล้วยังจะฝึกโยคะต่อไปมั้ย?

ตอบ ผมชอบงานคอมพิวเตอร์กราฟิกกับการ์ตูนครับ แต่จะยังฝึกโยคะต่อแน่นอนครับ