Archive for January, 2008

ทำไมต้องสันสกฤต?

Monday, January 28th, 2008

25 มกราคม 2551                   

            เมื่อวันก่อนหยิบเอาตำราสันสกฤตมาปัดฝุ่น ทบทวนสิ่งที่ครูเคยสอนไว้เมื่อเวลากลับไปเรียนที่อินเดีย เลยทำให้นึกถึงว่า นักเรียนหลายคนคงเคยเข้าเรียนคลาสโยคะ ที่บางครั้งครูก็พูดชื่ออาสนะ หรือสวดเป็นภาษาสันสกฤต และอาจสงสัยว่า ทำไมครูถึงใช้ภาษาที่แทบจะไม่มีเพื่อนร่วมคลาสคนไหนรู้จัก และนั่นเลยทำให้อยากเขียนถึงภาษาพิเศษนี้ในวันนี้ค่ะ                       

            คนที่เคยได้สัมผัสภาษานี้ คงเข้าใจว่าทำไมฉันถึงเรียกว่าเป็นภาษาพิเศษ นั่นคือ แม้จะยากเป็นพิเศษ แต่เป็นภาษาที่เมื่อได้เปล่งเสียงและทำความเข้าใจ (แม้เพียงเล็กน้อยในกรณีของตัวฉัน) ก็ทำให้ได้รู้สึกถึงความประณีตและงดงามไร้ที่ติของสันสกฤต ที่มีความหมายตรงๆ ว่า ความสมบูรณ์                      

            หลายๆ ภาษาที่ใช้อยู่ในอินเดียทุกวันนี้ รวมไปถึงภาษาบาลี และภาษาไทยของเราด้วยนั้นก็ถูกพัฒนาขึ้นโดยมีรากฐานมาจากสันสกฤต สันสกฤตเป็นภาษาที่เก่าแก่ที่สุดในโลก คัมภีร์พระเวทของอินเดียซึ่งเป็นหนังสือที่เก่าแก่ที่สุดของโลกก็เขียนด้วยสันสกฤต ตามประเพณีอินเดียเชื่อกันว่า สันสกฤตเป็นภาษาอมตะอันถูกสร้างโดยเทพ หรือพระเจ้า ตัวอักษรสันสกฤตจึงมีชื่อเรียกว่า เทวนาครี ที่มีความหมายว่า เมืองแห่งเทพ                       

           พยัญชนะและสระในสันสกฤตถูกจัดแบ่งตามลักษณะการออกเสียง และการเปล่งเสียงนั้น ตำแหน่งในช่องปากที่ใช้ในการเปล่งเสียงนั้น ครูสันสกฤตเน้นสอนการออกเสียงคำอย่างถูกต้องชัดเจน เพราะการออกเสียงผิดไป อาจทำให้ความหมายผิดเพี้ยนไปโดยสิ้นเชิง นอกจากนั้นยังมีความเชื่อในคำศักดิ์สิทธิ์ หรือ มันตร ที่เมื่อเปล่งเสียงอย่างถูกต้องเท่านั้นจึงจะเกิดผลดีแก่ผู้สวด                       

          วิธีการเรียนแบบดั้งเดิมที่ยังคงมีอยู่ในอินเดียคือ ศรุติปรัมปรา ซึ่งเป็นการเปล่งเสียงทวนตามที่ครูกล่าวสอน โดยครูจะเริ่มจากคำสั้นๆ ก่อน และให้นักเรียนกล่าวทวน อาจเป็นหนึ่ง สอง หรือสามครั้ง ฉันเองก็ได้เรียนวิธีนี้กับ ดร.ชยะศรี ที่อินเดียอยู่หลายครั้ง และเห็นว่าเป็นวิธีที่ง่ายและมีประสิทธิภาพที่สุดในการจดจำของนักเรียน ขนาดว่าฉันไม่อาจทำความเข้าใจคำสวดได้ทั้งหมด แต่กลับจำบทสวดหลายๆ บทได้ จึงไม่น่าแปลกใจว่า ชาวอินเดียที่ได้เรียนมาด้วยวิธีนี้สามารถจำและสวดวรรณกรรมและคัมภีร์ต่างๆ เช่นคัมภีร์พระเวท และภควัทคีตา ได้อย่างแม่นยำ                     

          โยคะศาสตร์อายุราวห้าพันปีนี้ก็ถูกบันทึกและถ่ายทอดเป็นภาษาสันสกฤต นอกจากชื่อท่าที่ครูเอ่ยถึงในคลาสแล้ว ตำราที่หลายคนได้ยินชื่อบ่อยที่สุดก็คือ โยคะสูตร ผลงานของท่านปตัญชลี อันประกอบไปด้วย 196 สูตร ซึ่งเป็นการเขียนแบบเน้นให้กะทัดรัดและจำง่าย จึงต้องอาศัยผู้มีความรู้ช่วยขยายความให้เข้าใจได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดังนั้นการหมั่นศึกษาและสวดบทโยคะสูตรก็มักเป็นส่วนหนึ่งในการปฏิบัติ ของผู้ฝึกโยคะหลายๆ คนค่ะ 

ศิลปะการใช้ชีวิต

Thursday, January 17th, 2008

เพิ่งได้รับหนังสือเล่มใหม่จากอินเดีย ชื่อว่า Punarnava (Talks by His Holiness Sri Sri Ravi Shankar) เป็นหนังสือหนึ่งในหลายๆ เล่มที่รวบรวมเอาคำสอนของท่านศรี ศรี รวิ ศังกร ผู้ก่อตั้ง The Art of Living & The International Association for Human Values (www.srisriravishankar.org, www.artofliving.org, www.iahv.org) ในปัจจุบัน The Art of Living มีสาขาอยู่ในกว่า 150 ประเทศ ถือเป็นองค์กรอาสาสมัครที่ใหญ่ที่สุดในโลก มูลนิธินี้มีความจำนงค์ที่จะสร้างความสันติและเสริมคุณค่าแห่งมวลมนุษย์  และที่ผ่านมามูลนิธินี้ยังได้มีส่วนช่วยเหลือในเหตุภัยพิบัติต่างๆ เช่น เฮอริเคน Katrina ในประเทศสหรัฐอเมริกา และสึนามิที่เกิดขึ้นในมหาสมุทรอินเดียเมื่อกว่าสามปีที่แล้ว

                

ฉันจำได้ว่าเคยดูรายการข่าวจาก BBC เมื่อราวสองปีก่อนซึ่งเป็นตอนที่ถ่ายทอดบรรยากาศในงานครบรอบ 25 ปี ของมูลนิธิ The Art of Living ที่เมืองบังกาลอร์ ประเทศอินเดีย เห็นผู้คนมาร่วมงานจากทั่วโลกจำนวนมากมายอย่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน แล้วผู้ประกาศข่าวก็รายงานว่าจำนวนผู้มาร่วมงานนั้นมากกว่าสองล้านคน! ทำให้ฉันเริ่มหันมาสนใจในตัว Sri Sri Ravi Shankar ท่านนี้

                

Sri Sri Ravi Shankar เกิดเมื่อปี 1956 ในรัฐ Tamil Nadu ของอินเดีย ท่านชอบการนั่งสมาธิตั้งแต่อายุยังน้อย และเมื่อท่านอายุได้เพียงสี่ขวบ ท่านก็สามารถสวดบทภควัทคีตาและคัมภีร์เล่มอื่นๆ ได้ ท่านมักชอบกล่าวกับเพื่อนๆ ของท่านเสมอว่า ชาวโลกกำลังรอเราอยู่  และเมื่อท่านอายุครบ 17 ปี ท่านก็ได้สำเร็จการศึกษาทั้งทางด้านคัมภีร์พระเวทและศาสตร์สมัยใหม่ 

               

 ตั้งแต่ปี 1982 เป็นต้นมา ท่านก็ได้เริ่มเผยแพร่วิธีการหายใจที่มีชื่อเรียกว่า Sudarshan Kriya อันเป็นเทคนิคการควบคุมลมหายใจที่ช่วยกำจัดความเครียด และนำให้ผู้ปฏิบัติมีสติตื่นรู้อยู่กับปัจจุบันเท่านั้น ท่านได้เผยแพร่วิธีการหายใจนี้ผ่านการอบรมของ The Art of Living ไปทั่วโลก อันช่วยทำให้ชีวิตของคนเหล่านั้นมีความสุขและสันติมากขึ้น

            

 ฉันนั้นยังไม่เคยมีโอกาสได้พบท่าน แต่เท่าที่ได้อ่านจากประสบการณ์ของคนอื่น ท่านเป็นคนอารมณ์ดี มีแต่รอยยิ้ม และมีความเป็นอยู่ที่เรียบง่าย หนังสือที่ฉันได้มาอันเป็นคำสอนของท่านก็เป็นคำพูดง่ายๆ แต่ให้ข้อคิดที่ลึกซึ้ง ที่รู้สึกชอบมากๆ ก็คือคำพูดที่บอกว่า เมื่อตอนเราเกิดมานั้น เรามาด้วยความไร้เดียงสา แต่พอเราค่อยๆ โตขึ้นเราก็ค่อยๆ มีปัญญามากขึ้น แล้วความไร้เดียงสาก็ค่อยๆ หายไป เราเกิดมากับความเงียบในใจ แต่พอโตขึ้น ใจเรากลับมีแต่ถ้อยคำพูด (ถ้าเปรียบใจเราเป็นเครื่องทีวี ก็เป็นเครื่องที่เสียแล้ว เพราะปิดไม่ได้!) เราเคยเป็นเด็กที่ใช้ชีวิตด้วยหัวใจ หากแต่ปัจจุบันเรากลับใช้แต่สมอง

               

 ท่านก็เลยสอนว่าเส้นทางสู่ความหลุดพ้นนั้น คือการเดินย้อนเส้นทางกลับไปสู่จุดที่เราเกิดมา เป็นเส้นทางที่นำสมองกลับไปสู่หัวใจ พาถ้อยคำกลับสู่ความเงียบกลับไปสู่ความเดียงสาทั้งๆ ที่ยังคงปัญญาไว้นั่นเอง

ฉันเลยกลับไปมองหลานชายจอมซนอายุ 2 ขวบเศษ ที่ได้กลายเป็นครูฉันไปด้วยอีกคน เจ้าหนูโซระสอนให้เราอยู่แต่กับช่วงเวลาปัจจุบัน ไม่มีความกลัวของอนาคตและกังวลกับอดีตมารกสมอง ถึงเวลาเล่นก็แสนจะเพลินกับการเล่น พอถึงเวลานอนก็ก้นโด่งหลับอย่างแสนสุข

           

อืมมมม ขอบคุณสำหรับบทเรียนนี้ค่ะ :)

ทักทาย

Tuesday, January 15th, 2008

15 มกราคม 2551

สวัสดีค่ะ

               ฉันขอออกตัวว่าสิ่งที่จะเขียนดังต่อไปนี้เป็นเพียงการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ในชีวิตประจำวัน ที่ส่วนใหญ่ทำให้ได้คิดถึงหลักคำสอนแห่งโยคะ ที่สำหรับตัวฉันที่แม้ได้เรียนรู้เพียงน้อยนิด ก็ยังเห็นเป็นศาสตร์อันเลอค่า ด้วยว่าโยคีและคุรุต่างๆ ทั้งในอดีตและปัจจุบัน ได้ถ่ายทอดคำสอนต่างๆ อย่างมากมายสู่ชนรุ่นหลัง คำสอนเหล่านี้หากเราได้นำไปใช้ปฏิบัติ ก็เป็นทางนำไปสู่การค้นพบตัวตนที่แท้จริงของเรา ซึ่งไม่ต่างไปจากพระเจ้าสูงสุดหรือ พรหมันนั่นเอง และเมื่อเราได้ทราบถึงความจริงข้อนี้แล้ว เราก็จะทราบว่าในตัวเรานั้นมีเพียงแค่ ความสุข ความสมบูรณ์ และความเป็นนิรันดร์เท่านั้น ความทุกข์ที่ประสบนั้นอันที่จริงแล้วเป็นเพียงแค่สิ่งที่เราให้คำจำกัดความจากเลนส์ที่อยู่ในใจเราเท่านั้นเอง

                แม้ว่าโยคะจะเป็นที่แพร่หลายมากในปัจจุบัน หลายคนก็คงเห็นด้วยกับฉันว่าการที่จะหาครูโยคะที่ดีๆ นั้นมิใช่เรื่องง่ายเสียทีเดียว มีคำกล่าวไว้ว่า นักเรียนควรมีความตั้งใจจริงที่จะมีครู  เมื่อใดที่นักเรียนพร้อม ครูก็จะมาให้ได้พานพบ  ฉันเองนั้นโชคดีที่ได้มีโอกาสศึกษากับคุรุชีและครอบครัวของท่านที่เมืองมัยซอร์อยู่หลายครั้ง  ทำให้ได้สัมผัสถึงคำสอนแห่งโยคี ทั้งจากการได้เห็นและได้ฟังท่านสอน ซึ่งส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องเดิมๆ ที่ท่านมักยกคำสอนจากโยคสูตร และภควัตคีตามาสอนพวกเรา

                คำพูดหนึ่งของท่านที่ฉันจำได้ไม่เคยลืม และยังตรงกับคำสอนที่ศรีกฤษณะสอนอรชุนในภควัตคีตานั่นก็คือ โยคะคือการที่เราไม่ยึดติดและไม่หวั่นไหวไปกับสิ่งไม่เที่ยงในชีวิต เช่น ความสำเร็จหรือความล้มเหลว คำชมหรือคำดุด่า และรวมไปถึงขาขึ้นและขาลงของชีวิต แหม! คำสอนฟังดูเรียบง่ายเช่นนี้ แต่การนำไปปฏิบัติจริงนั้นต้องอาศัยสติและกำลังใจอยู่ไม่น้อย โยคะที่คุรุชีสอนจึงเน้นให้เรามีความเข้มแข็งทางด้านร่างกาย ผ่านการฝึกอาสนะเสียก่อน เมื่อร่างกายแข็งแรงดีแล้ว จิตใจที่เข้มแข็งก็จะตามมา  หากใครได้ลองตั้งใจฝึกอาสนะอย่างจริงๆ จังๆ คงต้องเห็นด้วยกับฉันว่า มีหลายคราที่อาสนะที่ไม่เคยคิดว่าจะสามารถทำได้ในชีวิตนี้ก็ทำได้ เพียงแค่เราเรียนกับครูที่มีประสบการณ์ บวกกับกำลังใจที่เต็มร้อยของเราเท่านั้น

                ว่าแล้วพรุ่งนี้ก็อย่าลืมตื่นแต่เช้าหาเวลาไปฝึกโยคะกันนะคะ!