The (Ultimate) Guru?
เมื่อเกือบสี่ปีที่แล้ว เพื่อนของฉันได้ทำภาพยนตร์เกี่ยวกับคุรุชีที่มีชื่อว่า ?The Guru? โดยการถ่ายทำเกิดขึ้นที่มัยซอร์ช่วงวันเกิดครบรอบ 90 ปี ของท่าน ที่มีนักเรียนมาชุมนุมเพื่ออวยพรวันเกิดอย่างมากมาย ในภาพยนตร์เรื่องนี้ มีคำที่คุรุชีให้สัมภาษณ์อย่างน่าประทับใจว่า ท่านเองไม่เคยตั้งตนเองเป็นคุรุ มีแต่นักเรียนของท่านเท่านั้นที่เรียกท่านเป็นคุรุ ตัวท่านเองก็ยังเป็นนักเรียนเช่นเดียวกัน
โยคะยังสอนต่อไปอีกว่า คุรุอันสูงสุดอยู่ภายในตัวเราทุกคน ครูโยคะทุกท่าน ไม่ว่าจะเก่งแค่ไหน ก็เป็นเพียงผู้ชี้นำทางให้กับผู้ฝึกเท่านั้น พัฒนาการใดๆ ย่อมเกิดจากความตระหนักรู้ที่เพิ่มขึ้นภายในของผู้ฝึกเอง ความตระหนักรู้ที่เกิดขึ้นนี้นอกจากจะเอื้อต่อพัฒนาการด้านร่างกายในการฝึกอาสนะแล้ว ยังเป็นราวกับแสงสว่างนำทางชีวิตในทุกๆ ด้านอีกด้วย นั่นคือ ผู้ฝึกไม่เพียงแต่ฝึกโยคะด้วยการทำอาสนะต่างๆ บนเสื่อเท่านั้น หากแต่ดำรงชีวิตอย่างโยคะ อันหมายรวมถึงทุกๆ ด้านของการดำรงชีวิต อันมีกาย จิต และวิญญาณเป็นส่วนประกอบ? ?
คุรุชีมักเน้นย้ำกับนักเรียนเสมอถึงความสำคัญในการศึกษาด้านปรัชญาแห่งโยคะ และท่านยังกล่าวอีกว่าการฝึกอาสนะเพียงอย่างเดียวนั้นอาจทำให้เกิดอันตรายได้หากมันเบี่ยงเบนไปจากหัวใจอันสำคัญแห่งโยคะ ซึ่งมุ่งเน้นที่ความตระหนักรู้?
จริงอยู่ที่การฝึกอาสนะเป็นสิ่งจำเป็นและให้ประโยชน์ต่อทั้งร่างกายและจิตใจ (และฉันก็เป็นคนหนึ่งที่รักการฝึกอาสนะด้วยเช่นกัน!)แต่การฝึกอย่างหักโหมเกินไปหรือขาดสติจนทำให้บาดเจ็บ หรือเพียงเพื่อมุ่งหวังอยากจะไปถึงท่าใดท่าหนึ่งนั้นไม่ใช่โยคะ และไม่ใช่โยคะอีกเช่นกันหากการฝึกของคุณกลับทำให้ตัวเองหรือผู้คนรอบข้างต้องเดือดร้อนแต่การมีสติตื่นรู้ในการดำรงชีวิตอย่างสมดุล บวกกับความรักและเมตตาทั้งต่อผู้คนและธรรมชาติแวดล้อมต่างหากที่ถือได้ว่าเป็นโยคะค่ะ?????
Embrace Changes?
ผ่านปีใหม่ไปได้เพียงแค่ไม่กี่วัน ชีวิตฉันก็ได้พบกับการเปลี่ยนแปลงหลายๆ อย่าง และแม้ฉันจะรู้ดีว่าการเปลี่ยนแปลงเป็นสิ่งที่ปกติที่สุดในชีวิต เพราะทุกสิ่งทุกอย่างล้วนไม่เที่ยง แต่บางครั้งการทำใจกับเรื่องบางเรื่องก็ไม่ง่ายนัก เนื่องด้วยเราทุกคนต่างเชื่อมโยงกันอยู่ในโลกใบนี้ (โดยเฉพาะโลกโยคะใบเล็กๆ!) การกระทำของผู้หนึ่ง ย่อมส่งผลกระทบถึงชีวิตอื่นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้?
หลายปีของการฝึกโยคะได้สอนฉันอย่างมากมายเกี่ยวกับการเปิดกว้าง และยอมรับกับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในชีวิต เพียงการฝึกอัษฏางคโยคะทุกๆ เช้า ด้วยชุดท่าที่เหมือนๆ เดิม ฉันได้พบกับส่วนผสมของร่างกายและจิตใจที่ไม่เคยซ้ำกันเลยในแต่ละวัน นั่นเพราะชีวิตเราอยู่กับสภาพแวดล้อมที่ไม่เคยเหมือนกันเลย (แม้กระทั่งโลกใบนี้ในวันนี้ก็อยู่คนละที่กับเมื่อวานแล้ว!) ดังนั้น การฝึกจึงเปรียบเสมือนของขวัญชิ้นใหม่ที่มอบให้กับตัวเองในทุกๆ เช้า และยังทำให้เข้าใจถึงสัจธรรมข้างต้นได้ด้วยประสบการณ์ ซึ่งเป็นการเรียนูที่ได้ผลที่สุดอีกด้วย
ทุกสิ่งทุกอย่างที่เกิดขึ้นล้วนเป็นเช่นที่มันเป็นอยู่ (as it is) ใจเราต่างหากที่ตีความว่าเป็นสิ่งที่ดี (ดีใจ) หรือสิ่งที่ไม่ดี (เสียใจ) แน่นอนว่าการยินดีกับสิ่งที่ดีที่ชอบเป็นเรื่องธรรมชาติ แต่เมื่ออยู่ในสภาวะที่เราไม่ชอบ ก็ควรต้องพิจารณาดูว่าจะสามารถปรับเปลี่ยนแก้ไขได้หรือไม่ และหากแน่ใจแล้วว่าไม่มีทางใดที่จะสามารถเปลี่ยนสภาพที่กำลังเผชิญอยู่ได้ การยอมรับอย่างเต็มที่และปราศจากซึ่งการต่อต้านใดๆ ย่อมทำให้ดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุขค่ะ???
ยังไม่ได้คิดจะเปลี่ยนธีม จากโยคะไปเป็นการผจญภัยหาขุมทรัพย์ที่ไหนหรอกนะคะ เพราะขุมทรัพย์ที่ว่านี้ไม่ต้องไปตามหาที่ไหน หากแต่เป็นสมบัติที่เราทุกคนมีอยู่ในตัวอยู่แล้วมาตั้งแต่เกิด?ฉันกำลังพูดถึง Infinite Possibilities หรือความเป็นไปได้อันไร้ขีดจำกัดของมนุษย์เราไงคะ ลองนึกย้อนเวลากลับไปสักยี่สิบปีที่แล้ว สมัยที่ยังไม่มีโทรศัพท์มือถือ หรืออินเตอร์เน็ตใช้ ในวันนั้น เราคงนึกไม่ถึงว่าสิ่งเหล่านี้จะมาอยู่ในชีวิตประจำวันของเราได้อย่างไรใช่มั๊ยคะ???
หากเป็นในแง่ของการฝึกโยคาสนะ ฉันในฐานะที่เป็นครูก็มักจะมองเห็นความเป็นไปได้เช่นนี้ในตัวนักเรียนทุกคน เพียงแต่อาศัยจิตใจที่มุ่งมั่น หมั่นฝึกฝนอย่างถูกต้อง ผูู้ฝึกก็มักจะค่อยๆ ได้เรียนรู้ความจริงข้อนี้เอง ที่น่าเสียดายคือ ผู้ฝึกส่วนใหญ่มักตั้งขีดจำกัดของตัวเองขึ้นมา และหมั่นย้ำคิดจนกระทั่งทำให้กลายเป็นความเชื่อเช่นนั้น แล้วเมื่อเราปักใจเชื่อว่าเราทำไม่ได้ เราก็ย่อมต้องทำไม่ได้แน่นอน?สาเหตุหนึ่งเกิดจากความคิดที่ว่า ?ฉันไม่ดีพอ? ซึ่งซ่อนอยู่ในใจของคนจำนวนมาก ฉันเองที่ไม่ต่างจากวัยรุ่นหลายๆ คนที่เริ่มเกิดมีความคิดเช่นนี้ในสมัยก่อน แม้จะจำไม่ได้ว่านานแค่ไหน แต่จำได้ว่า เมื่อฝึกโยคะไปสักระยะหนึ่ง ได้สังเกตเห็นพัฒนาการ รวมถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง และที่พิเศษที่สุดคือ ความสุขที่ได้รับหลังจากฝึกโยคะทุกครั้ง แล้วความคิดด้านลบเช่นนั้นก็หายไปโดยสิ้นเชิง กลับกลายเป็นการยอมรับและรักตัวเองอย่างที่เป็นจริงๆ ?ได้เรียนรู้ความจริงข้อนี้เอง ที่น่าเสียดายคือ ผู้ฝึกส่วนใหญ่มักตั้งขีดจำกัดของตัวเองขึ้นมา และหมั่นย้ำคิดจนกระทั่งทำให้กลายเป็นความเชื่อเช่นนั้น แล้วเมื่อเราปักใจเชื่อว่าเราทำไม่ได้ เราก็ย่อมต้องทำไม่ได้แน่นอน???
สาเหตุหนึ่งเกิดจากความคิดที่ว่า ?ฉันไม่ดีพอ? ซึ่งซ่อนอยู่ในใจของคนจำนวนมาก ฉันเองที่ไม่ต่างจากวัยรุ่นหลายๆ คนที่เริ่มเกิดมีความคิดเช่นนี้ในสมัยก่อน แม้จะจำไม่ได้ว่านานแค่ไหน แต่จำได้ว่า เมื่อฝึกโยคะไปสักระยะหนึ่ง ได้สังเกตเห็นพัฒนาการ รวมถึงจุดอ่อนและจุดแข็งของตัวเอง และที่พิเศษที่สุดคือ ความสุขที่ได้รับหลังจากฝึกโยคะทุกครั้ง แล้วความคิดด้านลบเช่นนั้นก็หายไปโดยสิ้นเชิง กลับกลายเป็นการยอมรับและรักตัวเองอย่างที่เป็นจริงๆ????
ปีใหม่นี้ ลองมาบอกกับตัวเองทุกๆ วันนะคะ ว่า ?I am GOOD enough!??? ??
เมื่อหลายปีก่อน ฉันได้ซื้อหนังสือ The Power of Now ที่เขียนโดย Eckhart Tolle พอได้อ่านแล้วก็เหมือนกับได้ศึกษาถึง ?ปัจจุบันขณะ? อย่างลึกซึ้ง เพราะ Eckhart อธิบายได้อย่างละเอียดและเข้าใจง่าย ?โชคดีอีกครั้งเมื่อไม่นานนี้ ฉันได้รับหนังสือเล่มล่าสุดของ Eckhart คือ?A NEW EARTH, Awakening to Your Life?s Purpose (อยู่ดีๆ ก็มีคนให้มาค่ะ) ในเล่มนี้ Eckhart เริ่มต้นโดยอธิบายเกี่ยวกับอัตตา หรือ ego (ที่คนส่วนใหญ่ยังหลงคิดว่าเป็นตัวตนที่แท้จริงของตนอยู่) อย่างละเอียด เขายกตัวอย่างเหตุการณ์ที่ทำให้เขาเริ่มแยกแยะได้ระหว่างเสียงที่เกิดขึ้นในหัวของเขา (ว่าไม่ใช่ตัวเขา) เมื่อตอนที่ยังเป็นนิสิตมหาวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน โดยเขาต้องนั่งรถไฟเพื่อไปยังมหาวิทยาลัยในเช้าวันหนึ่ง ในรถไฟมีหญิงวัยสามสิบเศษคนหนึ่งนั่งอยู่โดยที่ไม่มีคนนั่งข้างๆ เธอ เธอดูท่าทางเครียดจัด และพูดกับตนเองด้วยน้ำเสียงที่ดังและมีอารมณ์โกรธอยู่ตลอดเวลา โดยที่ไม่ได้รู้สึกตัวเลยว่ามีคนอยู่รอบข้างเธอมากมาย ข้อความที่เธอกล่าวก็มีนัยเกี่ยวกับใครบางคนที่ทำผิดต่อเธอ เธอจึงกล่าวต่อว่าอย่างโกรธแค้น ?เมื่อถึงสถานีที่ Eckhart ต้องลง ก็ปรากฏเป็นสถานีเดียวกับที่หญิงผู้นี้ลงด้วย เขาซึ่งเดินอยู่ข้างหลังเธอ (ที่ยังคงพูดไม่หยุด) ก็มุ่งหน้าไปที่สถานที่เดียวกัน เมื่อถึงตึกห้องสมุดที่ Eckhart มีธุระต้องไป หญิงผู้นั้นก็หายเข้าไปในลิฟต์ตัวหนึ่ง?ในขณะนั้น Eckhart รู้สึกแย่มาก ด้วยมีความเชื่อมั่นในเชาวน์ปัญญาและความคิดที่ชาญฉลาดของตนเอง ที่ทำให้ได้รับเลือกเป็นนิสิตของมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียง และยังเชื่อว่าเป็นคุณลักษณะที่จะนำพาให้โลกไปสู่ความเจริญรุ่งเรือง แต่ในสถานที่อันน่าภาคภูมิใจเดียวกันนี้ กลับมีคนที่ดูราวกับมีสมองผิดปกติอยู่ด้วย Eckhart เดินคิดไปเช่นนั้นจนกระทั่งไปถึงห้องน้ำซึ่งเขาตั้งใจจะไปล้างมือ เขาก็ยังคงคิดวนเวียนอยู่ โดยหวังว่าในอนาคตจะไม่กลายเป็นเช่นเดียวกับหญิงผู้นั้น พลันก็เหลือบไปเห็นชายอีกคนมองมาที่เขา Eckhart จึงรู้สึกตัวว่าเขาไม่เพียงแค่คิดเงียบๆ แต่กลับบ่นพึมพำออกมาด้วย (จึงทำให้ในขณะนั้น เขาดูเพี้ยนไม่แตกต่างไปจากหญิงผู้นั้นมากนัก)?นั่นจึงเป็นครั้งแรกที่ Eckhart ได้ถอยออกมาจากเสียงที่วนเวียนอยู่ในหัว จาก ?ความคิด? ไปสู่ ?ความตระหนักรู้? อันเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่จะนำพามนุษย์ให้พ้นทุกข์ได้?ฉันไม่พ้นต้องวกกลับมาคิดเกี่ยวกับการฝึกอัษฏางคโยคะ เพราะเป็นการฝึกฝนที่อาจจะทำให้ฉันได้อยู่กับ ?ปัจจุบันขณะ? ได้เป็นครั้งแรกในชีวิตเช่นกัน โดยครูผู้ชี้ทางสว่างให้แก่ฉันคือคุรุชี ศรี ปัตตาภิ โชอิส (คำว่า คุรุ หรือครูนั้นมีความหมายอีกอย่างหนึ่งว่า??ผู้ปัดเป่าความมืด? ด้วย) คุรุชีเป็นผู้ที่ทำให้ฉันหลุดออกจากความคิดในหัวราวกับกดสวิตช์ได้ (ใช่ค่ะ!
แม้แต่ในขณะฝึกโยคะ สมองเราก็ยังไม่วายคิดไปโน่นนี่ ตั้งแต่ความกลัว ความอยาก ความชอบ ความไม่ชอบ ฯลฯ) ?เหตุการณ์ครั้งนั้นเกิดขึ้นที่มัยซอร์เมื่อหลายปีก่อน เป็นเช้าวันอาทิตย์ที่ฉันเข้าเรียนใน Intermediate Class ซึ่งคุรุชีนำสอน ส่วนศารัถและสรัสวตีมักอยู่ช่วยในคลาสด้วย โดยศารัถจะเป็นผู้บอกให้นักเรียนบางคนหยุดทำ หรือทำท่าต่อไปได้ แต่เช้าวันนั้นกลับมีเพียงสรัสวตีเท่านั้น ฉันฝึกตามคนอื่นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงโยคนิทราสนะ ซึ่งเป็นท่าสุดท้ายที่ฉันทำเมื่ออาทิตย์ก่อนหน้า (ก่อนจะย้ายไปทำชุดท่าจบด้วยตนเองที่ด้านหลังห้อง) เมื่อคุรุชีนับวินยาสะ และขานชื่ออาสนะต่อไปคือ ฏิฏฏิภาสนะ นักเรียนทุกคนในห้องก็กระโดดเข้าสู่ท่านี้แล้ว เหลือเพียงฉันคนเดียวเท่านั้นที่ยังชั่งใจอยู่ว่าจะทำท่านี้ (ซึ่งไม่เคยทำมาก่อน ไม่รู้จะทำได้มั๊ย?) หรือจะย้ายตัวเองไปทำท่าจบที่ด้านหลังห้องดี (แต่ทำไมวันนี้ไม่มีนักเรียนคนไหนย้ายไปบ้างเลย? แล้วคุรุชีจะว่าไหมถ้าเกิดฉันทำเช่นนั้นในตอนนี้?? แล้วถ้าถูกดุก็จะต้องอายเพื่อนนักเรียนคนอื่นๆ ที่นั่งดูอยู่ด้านนอก?)? ?ทันใดนั้น ท่ามกลางความคิดเต็มหัวของฉัน ก็มีเสียงเข้มๆ ของคุรุชี ที่ข้างๆ ดังขึ้น ?You, JUMP!? เท่านั้นแหละ ฉันก็ได้เรียนรู้การทำท่ายากๆ เช่นนี้แบบไม่ทันได้ตั้งตัว ถือเป็นประสบการณ์ครั้งแรกที่รู้สึกว่ามีแต่เพียง ?ขณะนี้? เท่านั้น ที่ฉันกำลังฝึกอาสนะนี้ (โดยมีสายตาคุรุชีจ้องอยู่) ราวกับว่าคนอื่นๆ รวมทั้งโลกใบนี้ก็หายไปด้วย?
เหตุการณ์วันนั้นสอนฉันว่า ความตระหนักรู้ บวกกับความเชื่อมั่นและเชื่อใจอย่างสูงสุดที่ฉันมีต่อคุรุชีและศารัถ ทำให้สามารถฝึกตามที่ท่านสอนอย่างปราศจากข้อสงสัยใดๆ จึงเป็นการตัดซึ่งความกังวล ความกลัว ความอยากได้ หรืออคติต่างๆ ซึ่งเกิดจากอัตตา อันเป็นอุปสรรคอันสำคัญของความก้าวหน้าในการฝึกฝนโยคะค่ะ??Don?t take mind, take PRACTICE.? Sri K. Pattabhi Jois
เมื่อหลายปีก่อนในคลาสสันสกฤตที่มัยซอร์ ก่อนจบคลาส ครูลักษมิศผู้มีอารมณ์ขันอยู่เสมอถามนักเรียนว่า ?คนแบบไหนที่มีความสุขที่สุด?? นักเรียนก็เดากันไปต่างๆ นานา จนครูเฉลยในที่สุดว่า ?คนที่ไม่มีความคาดหวังไงล่ะ?
คำพูดนี้ทำให้ฉันคิดไปถึงความคาดหวังต่างๆ ที่มักเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นโดยไม่รู้ตัว เช่นนักเรียนที่มัยซอร์ส่วนใหญ่ก็มาพร้อมกับความคาดหวัง(อันมหาศาล!) ด้วยความมีชื่อเสียงของคุรุชีและศารัถ บวกกับค่าเล่าเรียนที่ไม่ใช่ถูกๆ นี่ยังไม่นับค่าเครื่องบินอีก ซึ่งก็หลายตังค์อยู่ พอมาถึงสองสามอาทิตย์แรก กลับรู้สึกราวกับฝึกด้วยตัวเอง ถ้าไม่มีอาสนะไหนที่ติดขัดหรือทำไม่ถูก ก็อาจไม่ได้เรียนอาสนะใหม่ๆ เลย (บางคนอาจหยุดที่บางอาสนะ หรือต้องคืนอาสนะที่เคยได้ฝึกบางส่วนให้ครูไปด้วยซ้ำ) ความคาดหวังเช่นนี้คงทำให้หมดความสุขไปไม่น้อยทีเดียว
หรือในคลาสโยคะทั่วไป นักเรียนอาจตั้งความหวังว่า ฉันจะต้องทำท่านั้นท่านี้ให้ได้เมื่อเวลาผ่านไปเท่านั้นเท่านี้ ซึ่งอันที่จริงแล้ว โยคะไม่เคยสอนให้นักเรียนกำหนดกะเกณฑ์เช่นนั้น ในทางตรงกันข้าม กลับสอนให้เราเรียนรู้ถึงการยอมรับความเป็นจริง และสิ่งต่างๆ ที่เกิดขึ้นทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ หรือพูดอีกอย่างก็คือ การมัวแต่คาดหวังถึงสิ่งที่ยังไม่ได้เกิดขึ้นนั้น พาให้เราออกไปจาก ?ปัจจุบัน? นั่นเอง
แต่นี่ไม่ใช่การบอกว่าการตั้งเป้าหมายในชีวิตเป็นสิ่งผิดหรือไม่ดีนะคะ เป็นสิ่งดีที่เรารู้ถึงความต้องการของตัวเรา แต่ควรตั้งอยู่บนพื้นฐานความจริงที่ว่า หากเราทำปัจจุบันขณะนี้ให้ดีที่สุด ผลที่ตามมาย่อมต้องเป็นผลที่ดีที่สุด ดังเช่นการหว่านเมล็ดพันธุ์ลงในดิน หากเราดูแลรดน้ำใส่ปุ๋ยอย่างดีที่สุดในวันนี้? เราก็จะเห็นต้นไม้ที่เจริญงอกงามที่สุดในวันหน้า